พระร่วงนั่ง กรุบ้านดงเชือก อ. หนองหญ้าไทร จ.สุพรรณบุรี
โดย รัตนรังษี
(ตอน 2)

นอกจากรูปองค์พระพุทธเจ้าแล้วยังมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ โลเกศวรอยู่ด้วย คาถา เย ธมมา ที่จารึกเป็นภาษาสันสกฤตอย่างเดียว ไม่มีภาษาบาลีเลย ข้อนี้ทำให้น่าเชื่อว่า สัตบุรุษผู้สร้างพระพิมพ์ชนิดนี้ นับถือลัทธิฝ่ายมหายานเป็นแน่แท้ เพราะอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งราชธานีอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง ในเกาะสุมาตรานั้นเมื่อ พ.ศ.1150 - 1750 ได้แผ่อาณาเขตไปถึงฝั่งบนแหลมมลายูและทางทิศเหนือ จนถึงเมืองไชยา จนถึงเมืองไชยา รูปพระโพธิสัตว์อันสวยงาม ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้พบที่เมืองไชยานี้ เป็นฝีมือช่างอันวิจิตรของอาณาจักรศรีวิชัย และพระพิมพ์แบบนี้ก็เห็นจะเป็นฝีมืออย่างดีที่สุดของอาณาจักรนั้นเป็นส่วนมากเหมือนกัน

ยังมีมูลเหตุแห่งความจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้อาจกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพระพิมพ์เหล่านี้และอาณาจักรศรีวิชัยได้ และทำให้อาจกะสมัยของพระพิมพ์เหล่านี้ได้พบด้วยว่า อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 1450-1550 คือพระพิมพ์เหล่านี้ใช้อักษรนาครีอันเป็นอักษรของของอินเดียฝ่ายเหนือ สำหรับจารึก คาถาเย ธมมา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในระหว่าง พ.ศ. 1250-1450 ได้มีพระสงฆ์ของพวกอินเดียวฝ่ายเหนือ พากันไปสอนศาสนายังเมือง มัทราส ชวา และ เขมรหลายครา พวกพระเหล่านี้ของอินเดียฝ่ายเหนือไปใช้หนังสือของพวกพระเหล่านี้อยู่พักหนึ่ง

แต่ภายหลังก็คงกลับมาใช้อักษรของอินเดียฝ่ายใต้ ซึ่งได้ใช้อยู่แต่เดิมมานั้นอีก อาณาจักรศรีวิชัยเป็นย่านกลางที่พวกอินเดียฝ่ายเหนือพักก่อนที่จะไปเมืองเหนือและเกาะอื่นๆ ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาณาจักรศรีวิชัยจะไม่ได้นำนำอักษรอินเดียฝ่ายเหนือไปใช้ด้วย จารึกภาษาสันสกฤตที่เมืองกาลาสันในเกาะชวา (พ.ศ.1321) ซึ่งเป็นอักษรนาครีนั้น ปรากฎอยู่ในพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์ไศลเลนทรซึ่งเป็นราชวงค์ที่ได้ปกครองเมืองศรีวิชัยอยู่ในขณะนั้น

อักษรนาครีที่ใช้กันอยู่ในเมืองชวาเมื่อ พ.ศ. 1300-1350 นั้น ยังได้ใช้ในประเทศเขมรเมื่อ พ.ศ.1400-1450 อนึ่ง ยังมีพระพิมพ์ที่จารึกภาษาสันสฤตด้วย อักษรนาครีสมัย พ.ศ. 1400-1650 อยู่ในประเทศพม่าอีก เพราะฉะนั้น ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงความเห็นว่า พระพิมพ์ของแหลมมลายูนั้นอยู่ในสมัย พ.ศ. 1450-1550

และท่านทั้งหลายที่เล่นพระเพราะถือว่าเป็นพระเครื่องรางของขลังนั้น ก็ควรจะคำนึงถึงกรุ อันจะบ่งบอกจุดประสงค์ในการสร้างพระเครื่องหรือพระพิมพ์นั้นขึ้นมาว่าถูกกับจุดประสงค์หรือไม่ ในหนังสือศิลปะในประเทศไทยกล่าวไว้อย่างแยบคายว่า

พระพิมพ์ส่วนมากเป็นดินดิบ เป็นของที่แตกหักง่าย คงจะไม่ทำขึ้นเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาดังพระพิมพ์ดินเผา หรือ โลหะสันนิษฐานว่า คงจะทำตามประเพณีทางลัทธิมหายาน เมื่อเผาศพพระสงฆ์ ที่มรณภาพแล้วเอาอัฐิธาตุโขลกเคล้ากับดินแล้วพิมพ์พระพุทธรูป หรือรูปพระโพธิสัตว์ไว้เป็นพระพิมพ์ดินดิบ เพื่อประสงค์ปรมัตถ์ประโยชน์ของผู้มรณภาพเป็นที่ตั้ง อัฐิได้เผาครั้งหนึ่งแล้วจะไม่เผาอีก

จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีระดับโลกทั้งสองท่าน ทำให้เราทราบว่า พุทธมหายานอย่าช้าที่สุดมาถึงเมืองไทยเมื่อประมาณ พุทธศตวรรษที่ 14 -15 แต่เรายังมีจารึกวัดเสมาเมืองกล่าวถึงกษัตริย์ทรงสร้างพระปัทมปานี และพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ และ ศาสนสถาน ซึ่งพระโพธิสัตว์ดังกล่าวเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนพุทธมหายาน จารึกนี้จากพุทธศตวรรษที่ 13 ตอนปลายๆ จึงตัดสินได้ว่า พุทธมหายานเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยสูงกว่าหลักฐานทางศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ คือ มาเร็วกว่าที่คิด แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การเผยแพร่หลักปรัชญาพุทธมหายานแตกต่างออกไปจากลัทธิของฝ่ายหินยาน ซึ่งขณะนั้นกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอาณาจักรทวาราวดีพุทธมหายานได้อาศัยผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเข้ามาปักหลักปักฐานอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่แต่สมัยฟูนันคงเป็นเพราะหลักการไปด้วยกันได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 นั้น สังกราจารย์อันเป็นอาจารย์ที่นับถือของฝ่ายพราหมณ์ได้ประยุกต์เอาหลักลัทธิศาสนาต่างๆ ในอินเดียสมัยนั้นกับหลักพุทธศานาเข้าผสมผสานกับหลักศาสนาพรามณ์โดยยกพระพุทธเจ้าเป็นพระณารายณ์อวตารปางหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า พุทธาวตาร จึงเกิดพุทธมหายานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผู้เป็นพรามณ์เองก็รับได้ แตกต่างไปจากลัทธิมหายาน ตามหลักการตันตระหรือ วัชรยานเมื่อพุทธศตวรรษที่ 8-12

รูปเคารพในพระพิมพ์ดินดิบนั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นรูปเคารพที่มีความโน้มเอียงเป็นเทพในศาสนาพรามณ์มากกว่าจะแสดงความเป็นพุทธะหรือ แสดงออกถึงหลักของพระพุทธเจ้าเมื่อขอมขยายอำนาจเข้าครอบงำอาณาจักรทวาราวดี ซึ่งรักสงบตามแบบฉบับของผู้นับถือลัทธิหินยานแล้ว ซึ่งไม่นิยมบังคับคนให้มานับถือศาสนา ขอมจึงได้ยอมรับเอาลัทธิมหายานเข้าเป็นศาสนาประจำชาติตั้งแต่เป็นอันหนึ่งเดียวกับอาณาจักรศรีวิชัยยุคมหายานแล้ว (กษัตริย์ขอมเป็นชาวศรีวิชัยหลายองค์) เช่นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 3 และในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ 2 เป็นต้นมา) ก็พลอยได้ครอบครองอาณาจักรทวาราวดี อันมีเมืองต่างๆ ได้แก่ ละโว้ สุพรรณบุรี ศรีชัยสิงหปุระ(เมืองสิงห์) ด้วย และในขณะเดียวกันก็หยั่งหลักของพุทธมหายานลึกลงไปในหมู่ประชาชนชาวทวาราวดีไปด้วยเพื่อประโยชน์ในการปกครอง ขอมรักษาอำนาจของตนไว้ได้จนกระทั่งพุทธศาสนาลัทธิลังกาใหม่แพร่หลายเข้ามาเป็นกระแสต่อเนื่องตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมาถึง พุทธศตวรรษที่ 17-18 พุทธมหายานซึ่งมีหลักเหมือนลัทธิเทวนิยมทั้งหลายก็เสื่อมสลายลง พร้อมๆ กับศาสนาพรามณ์ เหลือไว้แต่พระพุทธรูป พระพิมพ์ พระปรางค์และวัดมหายาน อันเป็นศาสนสถานของลัทธินี้ที่ร่วงโรยด้วยความชราภาพ และด้วยเหตุที่ปราศจากผู้เอาใจใส่ ไม่มีผู้นับถือหรือไม่ก็ถูกดัดแปลงเป็นวัดของฝ่ายหินยานไปในที่สุด

พระร่วงนั่ง กรุบ้านดงเชือกนี้ก็เช่นกัน คงเป็นพระพิมพ์แสดงอิทธิพลของลัทธิมหายานว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ก็หาใช่พระพิมพ์หรือพระเครื่องประเภทเครื่องรางของขลังไม่ แต่เป็นพระอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เพราะการที่มีผู้พบว่า อยู่รวมกับกระดูกผี นั้น เป็นคำอธิบายจุดประสงค์การสร้างดียิ่งกว่าคำบรรยายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ใช่ ผมเห็นด้วยกับ ศาสตราย์จารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล ที่ว่าพระเนื้อดินเผา และเนื้อโลหะอื่นใด อาจจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสืบศาสนา พระร่วงนั่ง กรุบ้านดงเชือก เป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง อย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่ใช่เป็นพระอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ก็อาจจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสืบศาสนาอีกจุดประสงค์หนึ่ง ทำให้พระร่วงนั่งพิมพ์นี้มีคุณค่าน่าอนุรักษ์อย่างยิ่ง


[ พระบูชา ][ พระกรุ] [ พระเกจิฯ ] [ เหรียญ ] [ เครื่องราง ] [ พระแท้แปลกตา ] [ พระใหม่มาแรง ]
[ ไฮไลทฺ์ ] [ สรรพสาระ ] [ วิเคราะห์สถานการณ์ ]
[ Amulet Gallery ] [ เวบบอร์ด ]

กลับไปหน้าแรก


Copyright(c) 2002 by saranugrompra.com
presented by saranugrompra@yahoo.com