พระซุ้มนครโกษา กรุวัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี
โดย จ.ส.อ. อเนก เจกะโพธิ์

วัดนครโกษา
โบราณสถานภายในวัดนี้เป็นที่ประจักษ์พยานแสดงความสืบเนื่องเมืองโบราณเป็นอย่างดี คือ เจดีย์ประธานมีรากฐานเดิมและแกนในซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 4 เมตร เป็นศิลปกรรมทวาราวดีเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-15 องค์พระปรางค์เป็นศิลปกรรมลพบุรี เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 และวิหารกับอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยาตอนปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งทรงเสด็จมาประทับที่เมืองลพบุรีเมื่อต้นศตวรรษที่ 23 กรมศิปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดนครโกษาเป็นโบราณของชาติเมื่อ พ.ศ.2479

วัดนครโกษา ตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟลพบุรี ตรงข้ามกับวัดอินทรา ใกล้กับศาลพระกาฬอยู่ในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี เดิมคงเป็นศาสนสถาน หรือเทวสถานในศาสนาพรหมณ์ในสมัยทวาราวดีมาก่อน เพราะในพื้นที่ใกล้เคียงกับโบราณสถานแห่งนี้ มีผู้ขุดพบศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่เป็นทั้งศิลปะทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา อย่างมากมาย พร้อมกันนั้นก็ยังปรากฏว่ามีเจดีย์ พระปรางค์สมัยอยุธยา (ศิลปะลพบุรี) ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 อยู่ด้านทิศตะวันตกรวมอยู่ด้วย สำหรับพระพุทธรูปแบบปูนปั้นนั้น เป็นแบบสกุลช่างอู่ทอง คงจะสร้างสวมรอย หรือสร้างทับเทวสถานอันเดิมมากกว่า โดยผู้เขียนมีเหตุผลและประเด็นสำคัญๆ อยู่ 4 ประการคือ

  1. แผ่นอิฐของเดิมนั้น มีความหนา ถึง 5 นิ้ว ความยาว 15 นิ้ว กว้าง 8 นิ้วครึ่ง ท่านลองใช้ไม้บรรทัดวัดดูซิครับว่าจะมีความใหญ่โตแค่ไหน แผ่นอิฐใหญ่นี้มักเป็นแผ่นอิฐที่ชาวมอญโบราณสร้างขึ้น (ทำขึ้น) ผมจึงลงความเห็นว่าต้องเป็นแผ่นอิฐสมัยทวาราวดีแน่ (ทัศนะส่วนตัว)
  2. วัตถุโบราณต่างๆ ที่ขุดได้จากบริเวณใกล้เคียงกันกับเทวสถานในเขตปริมณฑลของวัดนั้น ก็เคยมีของสมัยทวาราวดีรวมอยู่ด้วยกันของสมัยขอม (ลพบุรี) และสมัยอยุธยาตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย เช่น การขุดได้ คชลักษณ์ (พระนางศรี) และท้าวกุเวร ซึ่งอยู่ในลัทธิศาสนาพราหมณ์ และได้สิงโตสมัยทวาราวดี พร้อมกับตุ๊กตาต่างๆ มีทั้งเศียรและเท้าพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีสำริดด้วยฯลฯ
  3. โบราณสถานดังกล่าวนี้ ถูกสร้างทับของเดิม และต่อเติมในภายหลังในสมัยอยุธยา เพราะด้านหน้าของเทวสถานทางทิศตะวันออกมีร่องรอยการก่ออิฐแผ่นเล็กๆ ทำให้รู้ว่า สร้างคนละครั้งคนละสมัยตามแผ่นอิฐใหญ่และเล็กไม่เหมือนกัน (ของเดิมแผ่นใหญ่ ของสร้างใหม่แผ่นเล็ก) ถ้าเราสังเกตุดูก็จะรู้ได้ทันทีว่า มีการซ่อมแซมบูรณะในคราวต่อมาหลายครั้งหลายสมัย
  4. สำหรับแผ่นอิฐใหญ่ๆ นั้นถูกฝังดินลึกมากเกินกว่า 4 เมตรก็มี แผ่นอิฐเหล่านี้ผมได้นำมาเปรียบเทียบกันหลายแห่ง เช่นที่ พระประโทน นครปฐม ที่บริเวณหมู่บ้านบางงา อ.ท่าวุ้ง ลพบุรี ที่หน้าไปรษณีย์เมืองลพบุรี ที่คูเมืองอินทร์บุรีที่หนองกรด ทัพชุมพล นครสวรรค์ และที่ศรีเทพ เพชรบูรณ์ โดยมากอิฐจะมีลักษณะแผ่นใหญ่เหมือนกันแทบทั้งสิ้นเป็นสิ่งแสดงให้เราเรู้ว่าเป็นสมัยเดียวกัน หรือไม่ก็ใกล้เคียงกันนี่เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

ผมได้พิจารณาค้นหามูลเหตุแห่งความเป็นมาของสมัยต่างๆ ที่เรียงลำดับกันมา อาจจะผิดและถูกก็ได้ ก็ขอให้ท่านนำไปคิดอีกครั้งตามเหตุผลทั้ง 4 ที่ผมกล่าวมานั้น ในบริเวณวัดนครโกษา เคยพบเทวรูปหินขนาดใหญ่แบบลพบุรี ซึ่งมีร่องรอยดัดแปลงเป็นพระพุทธรูป 2 องค์ ปัจจุบันได้นำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว และยังปรากฏว่ามีพระสมัยทวาราวดีที่แกะด้วยหินสีขาวฟันม้าอยู่อีก 1 องค์ใหญ่มาก แต่ไม่ทราบว่าขณะนี้ไปอยู่ ณ ที่แห่งใด หินฟันม้าที่เป็นแท่นของเทวรูป หรือแท่นของพระพุทธรูป(ฐาน) ก็ดีนั้น ในบริเวณวัดนครโกษามีมากที่สุด ผู้เขียนทราบจากผู้ที่มีบ้านใกล้เรือนเคียงกับวัด (หรือในเขตวัด) เคยขุดพบหินสีขาวฟันม้าเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมใหญ่

วัดนครโกษาแห่งนี้ เพิ่งมาสร้างเป็นวัดภายหลังในสมัยอยุธยา ดังจะเห็นได้จากผนังวิหารและเสาด้านหน้า และมีเนินเจดีย์สูงก่อด้วยอิฐอยู่เบื้องหลัง วัดนี้มีผู้สันนิษฐานกันว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) เป็นแม่ทัพใหญ่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นผู้บูรณะซ่อมแซมเสริมสร้างขึ้นเป็นวัด เพื่อให้ชาวพุทธทั้งมวลได้ประกอบศาสนกิจในเวลาต่อมา จึงได้ตั้งชื่อและเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดนครโกษา"จนกระทั่งปัจจุบันมีอาณาเขตกว้างขวางไม่น้อยสำหรับเทวสถานดังกล่าวยาวเกินเกินกว่า 31 เมตร กว้างเกินกว่า 17 เมตร สูงประมาณเกินกว่า 25 เมตรเศษ ไม่รวมของที่สร้างใหม่สมัยอยุธยา ทำให้ผู้เขียนจึงรู้ว่าเป็นสมัยอยุธยา ก็เพราะว่าแผ่นอิฐที่สร้างเสริมเติมต่อนั้น มีแผ่นอิฐเล็กกว่าของเดิม ดังจะเห็นว่าบนยอดเนินสูงจะมีแผ่นอิฐสูงฉาบด้วยปูนมีพระยืนสมัยอู่ทองปางลีลาอยู่รอบๆทั้ง 4 ด้าน แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏว่าเหลืออยู่แต่ประการใดก็คงชำรุดสูญหายไปตามธรรมชาติและกาลเวลา

ด้านหน้าหมายถึงทางทิศตะวันออกจะมีร่องรอยเป็นทางขึ้นไปทำพิธีทางศาสนา เหตุที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นศาสนสถานหรือเทวสถานนั้น เพราะรูปร่างลักษณะเป็นแบบผืนผ้า ไม่เป็นวงกลมเหมือนเจดีย์จึงเข้าใจว่าไม่ใช่เจดีย์ เพราะมีช่องสี่เหลี่ยมกว้างเกินกว่า 1 วา ช่องผ่านเทวสถานนั้นด้วย

ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ บางคนสงสัยว่าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) เป็นใครขอเรียนให้ทราบว่าพระยาโกษาธิบดีเป็นแม่ทัพใหญ่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพราะพระยาโกษาธิบดีมีความสามารถในเชิงรบเป็นเยี่ยม และได้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของสมเด็จพระนารายณ์เป็นอย่างมาก โปรดให้พระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ในเวลาต่อมาโดยใช้กำลังพลเพียง 40,000 คน และทัพหลวงอีก 60,000 คนตีได้เมืองลำปางและลำพูนด้วย

ขณะที่ยกทัพกลับก็ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นของพระร่วงสุโขทัยกลับมากรุงศรีอยุธยา และในปี พ.ศ. 2206 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็โปรดให้พระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ยกทัพไปต่อสู้กับพม่าทางด้านด่านเจดีย์สามองค์อีก พม่าถูกตีแตกพ่ายยับเยินไปทิ้งช้างม้าอาวุธ และเสบียงอาหารไว้มากมาย พ.ศ. 2207 พม่ายกทัพมารุกรานไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์ โปรดให้พระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) คุมพล 60,000 คน ตีเมืองรายทางได้โดยง่าย ครั้งสุดท้ายตีเมืองหงสาวดีและเมืองแปรได้

พม่ารบไทยหลายครั้งหลายหน แต่ก็ถูกตีแตกยับเยินไปทุกครั้ง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพม่ากับไทยไม่เคยได้รบกันเป็นเวลานานถึง 95 ปี พระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) รับราชการสนองพระเดชพระคุณในกรมพระคลังสินค้า สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและในระหว่างนั้นมี ฝรั่งชาติกรีกชื่อ คอนสแตนติน เยรากี (หรือฟอนคอน) เป็นลูกเรือค้าขายอังกฤษมายังประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2216 ได้สมัครรับราชการในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฟอนคอน ชำนาญทางการค้ารับราชการทำความดีความชอบ สมเด็จพระนารายณ์ทรงตั้งให้เป็น หลวงวิชาเยนทร์ จนกระทั่งทุกวันนี้ (เป็นชาวฝรั่งไม่ใช่คนไทย) รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งได้รับยศเป็นเจ้าพระยาดังกล่าว

เมื่อปี พ.ศ. 2226 เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ก็ได้ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้รับหน้าที่ผู้จัดการคลังสินค้าแทน และว่าราชการเกี่ยวกับการต่างประเทศด้วย เหตุนี้เองวัดนครโกษานี้อาจจะสันนิษฐานได้ว่า การสร้างวัดมีลักษณะ 2 ประการคือ ก่อนอสัญกรรมของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) คงจะสร้างบริเวณศาสนสถานหรือ เทวสถาน เป็นวัดมาก่อน หรือประการที่สองสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอาจจะทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติยศแก่แก่นายทัพนายกองของพระองค์ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ขอชี้ชัดลงไป แต่ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ มีผู้ขุดคนหนึ่งเล่าว่าแต่ก่อนเคยขุดตรงมุมเทวสถานด้านเหนือ พบกระดูกของคนโบราณจำนวนมาก อันอาจจะเป็นอิฐหรือกระดูกของนักรบของเจ้าพระยาโกษาธิบดี ฝัง หรือบรรจุไว้ก็ได้ เป็นสิ่งที่น่าคิด

เป็นอันว่าเราท่านทั้งหลายรู้และทราบแล้วว่า สถานที่ดังกล่าวคือโบราณสถานที่มีความเก่าแก่สมัยทวาราวดี-ลพบุรี-อยุธยารวมกัน คือมีการสร้างทับถมหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งไม่ทราบแน่ว่าสร้างสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง ขอม หรือมอญ ละว้า หรือไทยก็ยังเป็นปัญหา ผู้เขียนเองไม่สามารถจะชี้ชัดลงไปได้เลยว่า ผู้สร้างโบราณสถานแห่งนี้คือ ใคร เป็นแต่เพียงให้ข้อสันนิษฐานเท่านั้น ก็เป็นสิทธิของแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นได้

เรามาช่วยกันคิด เรามาช่วยกันรักษาข้อมูล เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานเราต่อไปภายหน้าดีกว่า ผมได้พยายามค้นหาข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งหลักฐานมาอ้างอิงเพื่อความถูกต้องเสมอ ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุต่างๆ ที่นำมาประกอบเรื่องนั้น เป็นหลักฐานที่แท้จริงทุกอย่างที่ผมไปถ่ายรูปมามาและนำไม้เมตรไปวัดอย่างถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด

อันพระปรางค์มุมตะวันตกเป็นพระปรางค์ก่ออิฐ ถือปูน เป็นฝีมือช่างชาวอยุธยารุ่นหลัง มีความปราณีตสวยงาม และรอบๆ ศาสนสถานแห่งนี้ เข้าใจว่าจะมีพระปรางค์ล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ โดยผู้เขียนสืบทราบว่าตามบริเวณบ้านที่ประชาชนอาศัยอยู่นั้น (เช่าที่กรมศิลป์) มีการขุดพบซากฐานเจดีย์ และแผ่นหินสีขาวอยู่โดยรอบเป็นระยะ ฝังจมอยู่ใต้ดินถ้าขุดสำรวจอาจจะพบสิ่งดังกล่าวได้ แต่อนิจาประชาชนเขาสร้างบ้านเรือนทับถมไปหมดแล้วโอกาสที่จะได้รู้ได้ศึกษาว่า ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ต้องตกกระป๋องไป สำหรับแผ่นหินศิลาแลงและแผ่นหินสีขาวฟันม้า สิ่งไหนจะมาก่อนมาหลังกว่ากันนั้นก็ไม่สามารถจะชี้แจงหรือยืนยันได้ แต่ผมมีความเข้าใจเป็นส่วนตัวว่า หินฟันม้าสีขาวอายุมากกว่า หรือไม่ก็ใกล้เคียงกัน

ร่องรอยแห่งความรุ่งเรืองในอดีตสมัยทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา ย่อมมีความหมายอย่างแจ่มชัดแล้ว ในช่วงที่ผมนำรูปภาพแต่ละยุคแต่ละสมัยมาเปรียบเทียบกัน ก็ขอให้ท่านที่เคารพทั้งหลาย ลำดับเหตุการณ์ของภาพเหล่านั้นให้ถูกต้อง เช่น ภาพพระเครื่อง และศิลปะของภาพเหล่านั้น โดยผมได้อธิบายไว้อย่างแจ่มชัดที่สุดแล้ว นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้

จากหลักฐานที่เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต บัดนี้ได้กลับกลายเป็นซากที่ปรักหักพังมาแล้วเป็นเวลานาน ก็ทำให้ชาวลพบุรีบางคน บางกลุ่ม ลงทุนลงแรงรวมกลุ่มกันเพื่อขุดค้นหาของดีมีค่ามาแล้วหลายสมัย แต่ก่อนนั้นบ้านช่อง เรือนชานของประชาชนยังไม่มีการปลูกในที่ของกรมศิลป์แต่ขณะนี้ก็มีเต็มไปหมดในบริเวณดังกล่าว ความรกชัฏของต้นไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมในพื้นที่ทั่วไปปัจจุบันต้นไม้เหล่านั้น ก็ถูกโค่นถูกตัดทิ้งเพื่อสร้างอาคารบ้านพักและอาคารพาณิชย์ แล้วแต่ความสะดวกสบายใจของผู้สร้าง

การขุดค้นหาของมีค่านั้นมีมาตั้งแต่นานแล้ว เรียกว่าค้นหากันมาตลอด บางคนก็ได้สิ่งของมีค่าไป อุบเงียบไว้ไม่ยอมบอกเล่าเก้าสิบก็มี เพราะเหตุกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะยึดไปเป็นของรัฐ หรือไม่ก็กลัวความผิด ก็เลยเงียบไว้ก็มี บางคนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยก็มี (โดยมากจะเสียชีวิตไปหมด) ส่วนที่เหลือก็มีน้อยเต็มที จากที่ผมได้คลุกคลีอยู่ในวงการของนักนิยมพระที่ลพบุรีมาเป็นเวลานานนั้น มีอยู่วันหนึ่งที่ทราบว่า คุณเฉลิม ศรีจันทร์ดี สามีของคุณทองคำ ซึ่งมีอาชีพขี่สามล้อในเมืองลพบุรี ได้ทำการปรับปรุงขุดหลุมเสาเพื่อล้อมรั้วบ้านในปี พ.ศ. 2503 การขุดหลุมเพื่อฝังเสารั้วนั้น ก็ไปพบกับแผ่นอิฐมากมายเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยดีทุกอย่าง การขุดดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายชะแลงก็ได้ไปกระทบกับแผ่นเหล็กซึ่งมีสนิมสีดำ ผุกร่อนคล้ายกะทะใบใหญ่ๆ เมื่อชะแลงทิ่มแทงลงไป แผ่นเหล็กนั้นไซ้รก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อขุดต่อก็พบไห 1 ใบ (แสดงว่าแผ่นเหล็กคล้ายกะทะปิดไหอยู่) มีพระบูชาสมัยลพบุรีกาหลั่ยทองนั่ง (เขมรผมเวียน) คุณสุทธิวัฒน์ เป็นผู้ได้ไว้มีพระเครื่องหลายชนิด เช่น พระแผงซุ้มกระรอกกระแต พระแผงซุ้มนครโกษาเต็มองค์ และองค์เดี่ยวมีทั้งหัวแหวนและพลอยต่างๆ มากมายภายในไหมีพระเครื่องทั้งหมด 600-700 องค์และที่มีพิเศษสุดอยู่องค์เดียวคือ พระแผ่นทองคำ ฉลุเป็นแบบพระซุ้มนครโกษา มีอยู่เพียงองค์เดียว คุณฉลวยได้ให้เฮียดวงเช่าไปในราคา 1,850 บาท ขณะนี้ไม่ทราบอยู่กับใคร พระที่พบนี้ผู้ขุดซึ่งถีบสามล้ออยู่ได้นำไปจำหน่าย องค์ละ 35-40-50 บาท ส่วนพระแผงองค์ละ 80 บาทเท่านั้น คุณเฉลิมเป็นชาวอีสานไม่รู้เรื่องราคาพระหรือรู้เรื่องพระมาก่อนเลย คงได้เงินบ้างพอสมควร ลักษณะของพระดังในภาพทุกประการ สำหรับที่มีผู้ใช้แล้วกลับกลายเป็นสีดำก็มี เพราะพระถูกกับเหงื่อไคล ความเค็มของเหงื่ออาจไปทำปฏิกิริยากับเนื้อพระให้กลับเป็นสีดำ (ผิวสีดำก็ได้) เรื่องผิวพระ, เรื่องกรุพระ, เรื่องสนิมพระนั้น อธิบายยากมากถ้าเราไม่ทราบมาก่อนว่า พระนั้นขึ้นมาจากกรุไหน มีสนิมอย่างไร เราต้องค้นคว้า ศึกษา และจดจำให้แม่นที่สุด โดยศึกษาจากของจริง ถ้าศึกษาจากของปลอมเล่นพระให้ตายก็ไม่เป็นพระ เราควรจะรู้ว่าพระนั้นขึ้นจากกรุไหน เช่นขึ้นจากกรุเชียงแสนสนิมเป็นอย่างไร มีความแห้งตามธรรมชาติพอไหม มีคราบปิดทองร่องชาดหรือไม่ กรุถูกน้ำท่วมหรือไม่ท่วมอย่างไร ถ้ากรุถูกน้ำท่วมจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับกรุน้ำไม่ท่วมอย่างไร เราต้องดูศิลปะของพระที่ขึ้นแต่ละครั้ง (หมายถึงของจริงนะครับ) ให้แน่ใจและจำให้แม่น เช่น พระขึ้นจากกรุสุโขทัย พระขึ้นจากกรุลำพูน พระขึ้นจากกรุกำแพงเพชร พระขึ้นจากกรุขอนแก่น พระขึ้นจากกรุนาดูน พระขึ้นจากกรุสุราษฏณ์ธานี พระขึ้นจากกรุนครสวรรค์ พระขึ้นจากกรุพิษณุโลก พระขึ้นจากกรุชัยนาท พระขึ้นจากกรุสิงห์บุรี พระขึ้นจากกรุสุพรรณบุรี พระขึ้นจากกรุสระบุรีและจากกรุลพบุรีเป็นต้น

เราต้องค้นหาสาเหตุก่อนว่า กรุนั้นน้ำท่วมหรือเปล่า หรือว่าน้ำไม่ท่วม คราบกรุมีสีอย่างไร เหลือง นวล เทา ขาว หรือเป็นชนิดตะกั่วแดง ถ้าเราสามารถคาดคะเนได้เลยว่า พระต่างๆ ที่ออกมาสู่สายตาประชาชนหรือวงการ ควรจะเป็นแถวๆ จังหวัดไหน หรือมีส่วนใกล้เคียงกับจังหวัดอะไร อย่างเช่นพระเพชรบูรณ์ ก็มีส่วนใกล้เคียงกับจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร พระกรุสุพรรณบุรีประเภทสนิมแดงมีส่วนใกล้เคียงกับสิงห์บุรี ชัยนาท เพชรบุรี นครปฐม ลพบุรี นครสวรรค์ ส่วนพระเนื้อชินวัดราชบูรณะ อยุธยา ก็มีส่วนหนึ่งที่มีส่วนคล้ายคลึงในเรื่องคราบและสนิมกรุ ของกรุเจดีย์แปดเหลี่ยม พระจะมีผิวสีขาว เพราะพระประเภทนี้ฝัง (หรือบรรจุ) ในที่สูง น้ำไม่ท่วมเปียกชื้น ผิวพระจึงเกิดมีความสมบูรณ์ซึ่งไม่เหมือนกับพระบางกรุ

เป็นอันว่าผมได้ชี้แนะและเปรียบเทียบเรื่องกรุพระต่างๆ เล็กๆน้อยๆ พอสมควรคราวนี้หันมาพูดถึงเรื่องพระซุ้มนครโกษากัน อีกครั้งหนึ่งว่า พระประเภทนี้มีปลอมไหม มีปลอมและมีนานานแล้ว และพระซุ้มโกษานี้มีทั่วไปในจังหวัดใดบ้างขอเรียนให้ทราบว่า มีหลายจังหวัดด้วยกัน และหลายกรุเสียด้วย เช่นที่ลพบุรีก็มีหลายวัด ที่วัดพระศรีฯ ก็มี ที่ถ้ำพระพุทธก็มี ส่วนที่จังหวัดอื่นๆ ก็มีอีกมากเช่นที่สุพรรณบุรี มีทั้งสนิมแดงและเนื้อดินโดยเฉพาะที่กรุลาวทองนั้นเป็นพระซุ้มที่ค่อนข้างสวยงาม ที่จังหวัดสิงห์บุรีก็มี เช่นที่วัดสว่างอารมณ์สิงห์บุรีก็มี ที่นครสวรรค์ วัดหัวเมืองก็มีและที่อยุธยาก็มีเป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่าพระเหล่านี้มีหลายกรุ หลายชนิด หลายพิมพ์ทรง บางองค์เล็กใหญ่เราก็เรียกว่า ซุ้มนครโกษาแทบทั้งนั้น และมีพระอยู่กรุหนึ่งเป็นเนื้อดิน ที่นักเลงทั้งหลายเกือบจะไม่รู้จักกันแล้วก็คือ กรุวัดเสนียด(หรือกรุใกล้วัดพระนอนจักรสีห์ สิงห์บุรี) พระกรุนี้มีผิวพรรณวรรณะสวยยังงดงาม เนื้อละเอียดมาก นักเล่นรุ่นใหม่จะไม่ค่อยได้พบได้เห็นเท่าไรนัก เป็นพระที่มีลักษณะค่อนข้างใหญ่โตไปสักหน่อย และพระเนื้อดินดังกล่าวนี้ก็มีส่วนเหมือนกับพระซุ้มนครโกษา วัดนครโกษาลพบุรี เช่น กัน (พิมพ์เดียวกัน)

ตรงบริเวณที่คุณเฉลิมขุดได้พระนั้นเป็นฐานเจดีย์เก่า เพราะมีหลักฐาน คือศิลาแลงมุมสี่เหลี่ยมเป็นพื้นฐาน สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นพื้นฐานพระเจดีย์เก่า และตรงข้ามบ้านลุงมินทร์นั้นคงจะเป็นพระอุโบสถ เพราะปรากฏว่ามีคนขุดพบใบเสมาหินเขียว แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นโบสถ์ จุดที่คุณเฉลิมพบพระเป็นแนวเดียวกับเจดีย์ด้านตะวันตก แต่บ้านลุงเฉลิมได้อยู่ทางตะวันออก ทางด้านทิศตะวันตกอาจจะเป็นพระวิหารแต่มีลัษณะใหญ่โตกว่าโบสถ์วัดอินทรา เสียอีกเป็นต้นว่ารอบๆ ศาสนสถานนั้นมีสิ่งซึ่งเป็นโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุหลายสมัยรวมอยู่ด้วยกัน โดยมีมาก่อนครั้งสมเด็จพระนารายณ์เสียอีก จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็มีการบูรณะซ่อมแซมและสร้างเสริมต่ออีกเป็นจำนวนมากบนยอดสุดของเนินศาสนสถานหรือเทวสถานแห่งนี้สมัยพระยากำจัดเคยมีพระยืนปางลีลาทางทิศเหนือและได้ทำคานยึดไว้ ขณะนี้คานนั้นได้หักชำรุดไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ (ตามกาลเวลา) พระก็หายไปเป็นภาพปูนปั้นสร้างในสมันอยุธยา เป็นคนสร้างเสริมต่อท่อนบนในภายหลังส่วนของเดิมนั้นต้องเป็นสมัยอื่นแน่นอนและไม่สามารถจะทราบได้ว่าบนยอดสุดนั้นเป็นอะไร มีลักษณะอย่างไร

เรือเอกสะเกิน (หรือผู้ฝูง) คนบ้านหาดทราย ก็เคยได้พระกรุนี้จากลูกน้องเป็นจำนวนมาก ได้จากพระปรางค์มุมตะวันตกติดๆ กับทางรถไฟนั่นแหละ มีพระหูยาน ตาโปน ปากแบะ คิ้วหนาใหญ่กว่าวัดมหาธาตุ ได้ไปไม่มากนัก 10 กว่าองค์ บรรจุอยู่ในกรุปุกเล็กๆ แบบสุโขทัยมีฝาปิดเรียบร้อย ร.อ.สะเกินได้เสียชีวิตไปแล้วเพราะเครื่องบินตกในทะเล ส่วนคุณเฉลิม ศรีจันทร์ดีนั้น ไปราชการในลาวได้หายสาบสูญในปี พ.ศ. 2514 ครอบครัวของเขายากจน น่าสงสารมาก เขามีบุตรถึง 5 คน

ภายในโพรง 2 โพรง ทางทิศเหนือนั้นมีลักษณะเป็นโพรงลึกเข้าไปข้างในศาสนสถานแห่งนั้น มีความกว้างเกินกว่า 1 เมตร คนสามารถเข้าไปได้ แต่ถ้าเข้าไปลึกมากๆ อากาศไม่มีถ่ายเท หัวใจอาจจะหยุดเต้นได้ ถ้าใครขืนเข้าไปในโพรงนั้น ความสำคัญและความหมายของโพรงนี้มีแน่ อาจจะเป็นช่องระบายอากาศหรืออาจจะเป็นที่ไว้สมบัติ หรืออาจจะเป็นที่หลบซ่อนหรือที่ประกอบพิธีทางศาสนา ก็สุดจะเดาได้

การเทียบเคียงระหว่างวัดนครโกษากับเทวสถานปรางค์แขกนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยซ้ำ เพราะว่าประติมากรรม การก่ออิฐก็ดี แผ่นอิฐที่เรียงก็ดี คล้ายคลึงกันที่สุด สำหรับพระเครื่องที่ได้ครั้งหลังสุดนี้ คงเป็นพระที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเพราะเราได้ดูจากพระปรางค์องค์ปัจจุบัน เป็นพระปรางค์แบบช่างอยุธยา การได้พระพุทธรูปบูชาสมัยลพบุรีนั้น อาจจะนำมาบรรจุรวมกับพระเนื้อชินในเวลาต่อมาก็ได้

พระบูชานั้นคุณสุทธิวัฒน์ ได้ทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้วเมื่อครั้งพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ 2514 ปีเถาะ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความเป็นมาของพระซุ้มนครโกษาดังได้กล่าวมาแล้วนั้น คงจะทำให้ผู้อ่านที่เคารพรักของผมได้รู้เรื่องบ้างพอสมควร ผมขอสรุปและเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พระซุ้มนครโกษานี้มีหลายกรุมีหลายพิมพ์ มีทั้งตะกั่วสนิมแดง เนื้อชิน สำริด และเนื้อดินโดยแบ่งแยกออกมาจากองค์ใหญ่ ที่เราเรียกว่า ซุ้มพระปรางค์นั่นเอง

พระประเภทนี้มีปลอมมานาน แต่ก็สามารถจับจุดได้ถูกต้อง ถ้าเรารู้ถึง ต้นตอของกรุต่างๆ เป็นอย่างดี (ต้องศึกษาค้นคว้านานๆ)การใช้ความสังเกตที่ละเอียดถี่ถ้วนจะทำให้ผิดยาก ชาวลพบุรีเองก็ยังใช้ของปลอมห้อยคอก็มี ความเชื่อของคนสมัยนี้พูดยากและบอกยาก รูปภาพในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ผมนำมาประกอบการเขียนนั้นเป็นของจริงที่นำมาให้ท่านได้รับทราบว่า ณ ที่แห่งนี้คือต้นกำเนิดของอารยธรรม ที่เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อนพระสมัยต่างๆ เป็นสิ่งยืนยันของผู้เขียนได้ว่า ของเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ของวัดนครโกษาและพื้นที่ใกล้เคียงทั้งสิ้นก็ขอให้ท่านที่เคารพเปรียบเทียบสมัยกันให้คล้องจองเป็นลูกโซ่แล้วเราก็จะได้รู้ว่าความเป็นมาของเรื่องพระชุดนครโกษานี้ได้เป็นอย่างดี ภาพไหนควรจะเป็นสมัยก่อน ภาพไหน ควรจะเป็นสมัยหลังเรื่องพุทธคุณ หรืออำนาจบารมีของคุณพระนั้นไม่ขอกล่าว เป็นที่ใจเราต่างหาก ว่าเรามีความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน เราแขวนพระคล้องคอ ห้อยพระ ใจเราเป็นพระหรือเปล่า เสี่ยบางคนแขวนพระ (คล้องพระ) ราคาเป็นหมื่นเป็นล้าน ยังถูกยิงหัวกระบาลตายเป็นเบือซึ่งตรงกันข้ามกับพวกกระจอกงอกง่อยเสียด้วยซ้ำ ยังไม่ถูกยิงถูกฆ่า เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับเรื่องพุทธคุณของพระ แต่เป็นเรื่องของธรรม อันเป็นเรื่องของกรรมเก่ามากกว่า หรือไม่ก็เป็นเรื่องของกรรมใหม่ ที่เพิ่งกระทำขึ้นมา ก็ขอฝากไว้เป็นข้อคิดเพียงแค่นี้ นะครับ ขอขอบคุณครับ

 


[ พระบูชา ][ พระกรุ] [ พระเกจิฯ ] [ เหรียญ ] [ เครื่องราง ] [ พระแท้แปลกตา ] [ พระใหม่มาแรง ]
[ ไฮไลทฺ์ ] [ สรรพสาระ ] [ วิเคราะห์สถานการณ์ ]
[ Amulet Gallery ] [ เวบบอร์ด ]

กลับไปหน้าแรก


Copyright(c) 2002 by saranugrompra.com
presented by saranugrompra@yahoo.com