|
เมื่อสมัย 70-80 ปีก่อน การลักลอบขุดกรุพระถือกันว่าเป็น
"แฟชั่น" อย่างหนึ่งก็ว่าได้
ว่ากันว่า การขุดพระในสมัยนั้น ไม่มีการให้เช่าเหมือนกับในสมัยต่อ
ๆ มา สมัยนั้นใครขุดพระได้มากหรือขุดได้พระงาม ๆ มักจะได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็น
"ยอดฝีมือ" เหมือนศัพท์ในภาพยนต์จีนทางจอโทรทัศน์
พระเครื่องต่าง ๆ ที่ขุดได้ในเขตเมืองลำพูนนั้น ส่วนมากมักพบอยู่ภายใต้พื้นดินตามบริเวณอุปจารของวัด
ซึ่งแต่เดิมเข้าใจว่าพระเครื่องหรือพระพิมพ์ต่าง ๆ คงจะบรรจุไว้ตามพระเจดีย์เหมือนอย่างพระเครื่องเมืองอื่น
ๆ เช่น สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก เป็นต้น
ครั้งกาลเวลาล่วงเลยมานานนับเป็นเวลาหลายร้อยปี ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองหรือความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากสภาพของธรรมชาติ
ทำให้พระเจดีย์ต่าง ๆ ที่บรรจุพระไว้นั้น ได้ชำรุดทรุดโทรมลงพระพิมพ์ต่าง
ๆ จึงได้กระจัดกระจายไปทั่วตามพื้นดินดังกล่าว
พระพิมพ์ที่ขุดได้ในบริเวณจังหวัดลำพูนนั้น
มีมากมายหลายพิมพ์ อาทิ พระคง พระบาง พระลือ พระเลี่ยง
และพระรอด เป็นต้น ซึ่งถ้าขุดได้ ก็มักจะแจกจ่ายกันไป
ส่วนพระพิมพ์ต่าง ๆ อาทิพระสิบสอง พระสิบแปด พระสาม
ทั้งแบบซุ้มและแบบใบโพธิ์ ได้รับความสนใจน้อยมาก ผู้ที่ขุดได้มักจะคัดเก็บเอาไว้เฉพาะองค์ที่มีความสวยคมชัด
เนื้อจัดนอกนั้นใครอยากได้ก็แบ่งเอาไปไว้ใช้หรือบูชากัน
พระสิบสอง หรือเรียกกันอีกนัยหนึ่งว่า
พระแปด เป็นพระพิมพ์แบบพระแผงขนาดเขื่อง
เป็นพระพิมพ์โบราณที่มีอายุเก่าแก่อีกพิมพ์หนึ่งซึ่งทรงความปราณีตทางด้านพุทธศิลป์
สร้างขึ้นในสมัยหริภุญไชย ราวปี พ.ศ. 1223 โดยเชื่อว่าสร้างขึ้นในรัชสมัย
พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญไชย ส่วนความเห็นของนักโบราณคดีบางท่านเชื่อว่า
พระสิบสองน่าจะถูกสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.
1627-1655)
พระสิบสอง พบอยู่ตามกรุต่าง
ๆ ในเขตเมืองลำพูน ได้แก่ วัดมหาวัน วัดพระคง วัดประตูลี้
วัดดอนแก้ว วัดมัณฑะเล (สุพรรณรังษี) เป็นต้น
พุทธลักษณะของพระสิบสอง
เป็นรูปพระศักรพุทธปฏิมาที่แสดงเรื่องราว "ยมกปาฏิหาริย์"
แสดงถึงรูปปฏิมากรรมรวม 12 รูป อันได้แก่ องค์พระพุทธ
8 รูป และรูปเดียรถีย์หรือรูปเทวดา 4 รูป
พุทธลักษณะโดยทั่วไป
องค์พระประธานประทับนั่งบนฐานอาสนะบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงายซึ่งรองรับด้วยหัวช้าง
3 หัว ปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วบรรณศาลา
ลักษณะพิมพ์ทรงเป็นรูปกรวยหรือยอดแหลม มีขนาดกว้าง 7.5-8
ซม. สูง 11.2 ซม. หนาประมาณ 1 ซม.
ลักษณะองค์พระสูงโปร่งแบบทรงเครื่องเทริด
(มงกุฎ) ที่สวมพระเศียร มีลักษณะเป็น 5 กลีบ ปรากฏขอบกระจังอย่างชัดเจน
วงพระพักตร์ป้าน พระหนุ(คาง) เป็นสันเล็กน้อย รายละเอียดต่าง
ๆ เช่น พระขนง(คิ้ว) พระเนตร(ตา) พระโอษฐ์(ปาก) และพระนาสิก(จมูก)
มักชัดเจนเกือบทุกองค์
พระกรรณ(หู) ยาวห้อยระย้าลักษณะประทับกุณฑล (ต่างหู)
โดยที่ปลายจะปรากฏแผ่นกระจังรูปทรงคล้ายข้าวหลามตัดพาดทับอยู่เหนือพระอังสะ
(บ่า) ทั้งสองด้าน ลำพระศอ (คอ) ไม่ ปรากฎชัดแต่จะปรากฏสร้อยพระอุทรและพระอุระจะปรากฏเส้นขอบจีวรลักษณะห่มเฉียงพาดอย่างชัดเจน
พระพาหา (แขน) ทั้งสอง มีช่วงยาวแต่ไม่ลีบเรียว พระพาหาขวาทอดพระกร
(มือ) ไปทางเบื้องหน้าในลักษณะเฉียงเล็กน้อย พระหัตถ์คว่ำวางทับบนพระชานุ
(เข่า) ขวา ส่วนพระพาหาซ้ายทอดมาตามลำพระองค์และหักพระกัปประ
(ข้อศอก) ทอดพระกรเฉียงเข้าหาลำพระองค์ พระหัตถ์หงายวางทับอยู่บนพระเพลา
(ตัก) ที่ข้อพระหัตถ์จะปรากฏเส้นขอบจีวร ส่วนลักษณะการขัดพระบาทหรือไขว้พระชงฆ์
(แข้ง) ทั้งสองปรากฏชัดเจน
แท่นอาสนะบัลลังก์ประกอบไปด้วยบัวคว่ำบัวหงาย ท้องไม้ประดับหัวช้าง
ฐานปัทม์และบัวลูกแก้ว องค์ที่พิมพ์ชัดจะปรากฏรายละเอียดของฐานไว้อย่างสวยงาม
ลักษณะองค์พระทางด้านซ้ายและขวาขององค์ประธานจะมีขนาดย่อมลงมาประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนอาสนะบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงายปางมารวิชัยไม่ทรงเครื่อง
พระเศียรเขื่อง พระเกศเล็กจิ๋ว ปรากฏประภามณฑลรอบพระเศียร
วงพระพักตร์มีเค้าหน้าแบบมอญแบบอย่างพระพุทธรูปอู่ทองปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจน
ส่วนลักษณะองค์พระที่ประกอบซุ้มทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะมีขนาดเล็กปรากฏด้านละ
2 องค์และที่ยอดซุ้ม 1 องค์ซึ่งมีขนาดเขื่องกว่าองค์ข้างซุ้มเล็กน้อย
องค์พระทั้งห้านี้ มีลักษณะแบบประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนอาสนะบัลลังก์
สำหรับองค์ซ้ายและขวาบนหัวเสาซุ้มจะไม่ปรากฏฐานอาสนะ
องค์พระเป็นแบบปางมารวิชัยไม่ทรงเครื่อง พระเศียรเขื่อง
พระเกศเล็กจิ๋ว ส่วนองค์ยอดซุ้มจะปรากฏประภามณฑล
เดียรถีย์หรือเทวดา ทางด้านซ้ายและขวาขององค์พระสาวก
มีลักษณะนั่งแบบชันเข่าด้านละ 1 องค์ ที่ด้านซ้ายและขวาขององค์ยอดซุ้มจะปรากฏด้านละ
1 องค์ แต่เห็นเฉพาะส่วนหน้าเท่านั้น
ในด้านเนื้อหาและวรรณะพระสิบสอง
จำแนกออกได้ 4 ชนิด ดังนี้
|