|
เมืองพิจิตร
เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพระเกจิอาจารย์ดัง ๆ อยู่หลายองค์
โดยเฉพาะองค์หนึ่งที่โด่งดังมากสร้างเครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลไว้เป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่องทั่วเมืองไทยคือ
"หลวงพ่อเงินแห่งวัดหิรัญญาราม" (วังตะโก)
ต. บางคลาน อ.โพทะเล ซึ่งท่านที่เป็นนักอนุรักษ์สะสมพระคงจะต้องทราบดี
นอกจาก หลวงพ่อเงิน แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งและชาวเมืองพิจิตรยอมรับคือ
"หลวงพ่อเขียน วัดสำนักขุนเณร"
พระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่นักนิยมสะสมพระรู้จักกันอย่างกว้างขวาง
เมืองพิจิตร ตามสภาพภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มตอนเหนือของภาคกลางมีแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมไหลผ่าน
จึงสันนิษฐานว่าบนสองฝั่งของลำน้ำในสมัยโบราณต้องมีกลุ่มของชุมชนอาศัยอยู่
แต่ไม่สามารถหาหลักฐานให้แน่ชัดได้ว่ามีกลุ่มชนอาศัยเป็นร้อย
ๆ ปี หรือเป็นพันมาแล้ว
จากหลักฐานซึ่งพอจะเชื่อถือได้ เมื่อ
พ.ศ. 1800 ขอมเริ่มเสื่อมอำนาจลง กลุ่มชนซึ่งรักอิสระของชนชาติไทย
ซึ่งได้เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนส่วนนี้ และเริ่มก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น
ต่อมา "พ่อขุนบางกลางหาว กับพ่อขุนผาเมือง"
ได้ยกกองทัพไทยขึ้นไปตีเมืองหน้าด่านของขอมได้หลายเมืองพิจิตรจึงตกเป็นมรดกของไทยตั้งแต่นั้นมา
เมืองพิจิตรเป็นเมืองชายแดนสำคัญทางยุทธศาสตร์
ป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาตรีกรุงสุโขทัย พิจิตรจึงเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย
ทางด้านพระพุทธศาสนา เมืองพิจิตรมีความเจริญมาก
ถ้าพิจารณาดูหลักฐานและซากโบราณวัตถุที่เหลืออยู่ในบริเวณเมืองพิจิตร
จะเห็นว่าวัดมหาธาตุมีวิหารกว้างใหญ่คล้ายวัดที่ จ.สุโขทัย
มีพระเจดีย์แบบลังกา และมีวัดอยู่ทั้งในและนอกกำแพงเมืองเป็นจำนวนมาก
จากหลักฐานนั้นพอจะสันนิษฐานได้ว่า กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงสุโขทัย
คงจะต้องปกครองเมืองพิจิตรนี้โดยตรง ตลอดระยะเวลาที่กรุงสุโขทัยยังเจริญรุ่งเรือง
ครั้งมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1900
ถึงปี พ.ศ. 2319) เมืองพิจิตรได้รวมอยู่ในแผ่นดินของกรุงศรีอยุธยาด้วย
แต่ความสำคัญของพิจิตรมิได้ลดน้อยลง ยังคงความสำคัญในทางยุทธศาสตร์
ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2006 คือในราวรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ได้ทรงยกเลิกการปกครองตามแบบอย่างที่วางไว้เพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในชาติเป็นการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาคมีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ปกครอง ได้แบ่งหัวเมืองเอก
โท ตรี และจัตวาเมือง เอกมี 2 เมือง เมืองโทมี 6 เมือง
เมืองตรีมี 7 เมือง และเมืองจัตวา มี 30 เมือง และยกย่องให้พิจิตรเป็นหัวเมืองตรีเทียบเท่านครสวรรค์
นับว่าพิจิตรเป็นเมืองใหญ่ และมีความสำคัญในทางทหาร
และการปกครองไม่น้อย ความสำคัญของเมืองพิจิตร จะเห็นได้ว่าในวรรณ
คดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ยังได้กล่าวว่า เมื่อขุนแผนยกทัพไปตีฝ่ายเหนือได้มาแวะและพักทัพที่เมืองพิจิตร
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก
ทรงเห็นว่าพิจิตรเป็นเมืองลุ่มที่เต็มไปด้วยบึง คลองลำห้วย
โดยเฉพาะบึงสีไฟมีน้ำขังตลอดปี ไม่เคยแห้ง มีเนื้อที่ประมาณ
12,000 ไร่ จึงขนานนามเมืองพิจิตรอีกนามหนึ่งว่า "โอฆบุรี"
ซึ่งแปลว่าเมืองห้วงน้ำ
กาลล่วงมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีเรื่องของเมืองพิจิตร เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสองเรื่อง
เรื่องแรกคือกำเนิดพระเจ้าเสือ เรื่องที่สองคือประวัติของพระมหาราชครู
ผู้มีความสำคัญทางวรรณกรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า
เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เสด็จยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ขณะยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา ได้ประทับพักไพร่พลอยู่ที่บ้านโพธิ์ประทับช้าง
และพระเพทราชาได้พาภริยาที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ
ติดตามมาในกองทัพด้วย ภริยานั้นได้คลอดบุตรที่หมู่บ้านโพธิ์ประทับช้างและฝังรกไว้ที่ต้นมะเดื่อ
บุตรนั้นจึงเรียกกันติดปากว่า "นายมะเดื่อ"
หรือ "ดอกเดื่อ" ต่อมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา
ทรงพระนามว่า "พระศรีสรรเพชญ์ที่ 8" หรือพระพุทธเจ้าเสือ
หรือขุนหลวงสรศักดิ์ เมื่อครองราชย์แล้วได้เสด็จขึ้นมาคล้องช้างในท้องที่เมืองพิจิตรและทรงเลยไปเยี่ยมมาตุภูมิเดิมที่หมู่บ้านโพธิ์ประทับช้าง
นอกจากนี้โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระองค์
และพระราชทานนามวัดนั้นว่า "วัดโพธิ์ประทับช้าง"
เมื่อ พ.ศ. 2245 วัดโพธิ์ประทับช้างในปัจจุบัน พระอุโบสถได้ชำรุดหักพังมากแล้ว
พระเจดีย์เก่าคร่ำคร่าเหลืออยู่เป็นปูชนียสถานโบราณที่ราษฏรมักนิยมไปเคารพสักการะอยู่เสมอ
ส่วนจอมปราชญ์กวีเอกในรัชสมัยพระนารายณ์ฯ
ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระมหาราชครูนั้น ท่านถือกำเนิดจากเมืองสระหลวงหรือเมืองพิจิตรนี่เอง
พระมหาราชครูมีความสามารถในการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์
กลอน จนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงยกย่องเป็นพระอาจารย์
นับว่าเป็นบรรพบุรุษพิจิตรคนหนึ่ง ที่ได้สร้างผลงานทางด้านวรรณกรรมไว้เป็น
มรดกของชาติ
นอกจากนี้ ศรีปราชญ์รัตนกวีเอกของชาวไทยที่หายใจเป็นกาพย์กลอน
มีความสามารถเปรื่องปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์และวรรณคดีเป็นที่หนึ่ง
จนกิตติศัพท์เป็นที่กล่าวขานกันทุกมุมเมือง กล่าวกันว่าเป็นบุตรท่านมหาราชครู
จึงนับได้ว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวพิจิตร โดยแท้
สมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อคราวยกทัพมาปราบศึกพระยาพิษณุโลก
เมื่อ พ.ศ. 2311 นั้น เมืองพิจิตรอยู่ในอำนาจของเมืองพิษณุโลก
และช่วยพระยาพิษณุโลกรบกับพระเจ้าตากสิน พระเจ้าตากสินไม่สามารถจะเอาชนะพระยาพิษณุโลกได้
ต่อมาพิจิตรได้รวมอยู่กับอาณาจักรธนบุรี และมีไพร่พลจากพิจิตรเป็นกำลังสำคัญในกองทัพไทยสมัยนั้น
ประวัติของหลวงพ่อเขียน
ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์เดือน 4 ปีขาล พ.ศ.
2397 ที่บ้านตลิ่งชัน ต.ชอนไพร อ .เมือง จ.เพชรบูรณ์
มีโยมบิดาชื่อ นายทอง จันทร์แสง โยมมารดาชื่อ นางปลิก
จันทร์แสง ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน
|