พระรูปหล่อโบราณหลวงปู่เขียน
วัดสำนักขุนเณร จังหวัดพิจิตร

เมืองพิจิตร เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพระเกจิอาจารย์ดัง ๆ อยู่หลายองค์ โดยเฉพาะองค์หนึ่งที่โด่งดังมากสร้างเครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลไว้เป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่องทั่วเมืองไทยคือ "หลวงพ่อเงินแห่งวัดหิรัญญาราม" (วังตะโก) ต. บางคลาน อ.โพทะเล ซึ่งท่านที่เป็นนักอนุรักษ์สะสมพระคงจะต้องทราบดี

นอกจาก หลวงพ่อเงิน แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งและชาวเมืองพิจิตรยอมรับคือ "หลวงพ่อเขียน วัดสำนักขุนเณร" พระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่นักนิยมสะสมพระรู้จักกันอย่างกว้างขวาง

เมืองพิจิตร ตามสภาพภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มตอนเหนือของภาคกลางมีแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมไหลผ่าน จึงสันนิษฐานว่าบนสองฝั่งของลำน้ำในสมัยโบราณต้องมีกลุ่มของชุมชนอาศัยอยู่ แต่ไม่สามารถหาหลักฐานให้แน่ชัดได้ว่ามีกลุ่มชนอาศัยเป็นร้อย ๆ ปี หรือเป็นพันมาแล้ว

จากหลักฐานซึ่งพอจะเชื่อถือได้ เมื่อ พ.ศ. 1800 ขอมเริ่มเสื่อมอำนาจลง กลุ่มชนซึ่งรักอิสระของชนชาติไทย ซึ่งได้เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนส่วนนี้ และเริ่มก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น ต่อมา "พ่อขุนบางกลางหาว กับพ่อขุนผาเมือง" ได้ยกกองทัพไทยขึ้นไปตีเมืองหน้าด่านของขอมได้หลายเมืองพิจิตรจึงตกเป็นมรดกของไทยตั้งแต่นั้นมา

เมืองพิจิตรเป็นเมืองชายแดนสำคัญทางยุทธศาสตร์ ป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาตรีกรุงสุโขทัย พิจิตรจึงเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย

ทางด้านพระพุทธศาสนา เมืองพิจิตรมีความเจริญมาก ถ้าพิจารณาดูหลักฐานและซากโบราณวัตถุที่เหลืออยู่ในบริเวณเมืองพิจิตร จะเห็นว่าวัดมหาธาตุมีวิหารกว้างใหญ่คล้ายวัดที่ จ.สุโขทัย มีพระเจดีย์แบบลังกา และมีวัดอยู่ทั้งในและนอกกำแพงเมืองเป็นจำนวนมาก จากหลักฐานนั้นพอจะสันนิษฐานได้ว่า กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงสุโขทัย คงจะต้องปกครองเมืองพิจิตรนี้โดยตรง ตลอดระยะเวลาที่กรุงสุโขทัยยังเจริญรุ่งเรือง

ครั้งมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1900 ถึงปี พ.ศ. 2319) เมืองพิจิตรได้รวมอยู่ในแผ่นดินของกรุงศรีอยุธยาด้วย แต่ความสำคัญของพิจิตรมิได้ลดน้อยลง ยังคงความสำคัญในทางยุทธศาสตร์ ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2006 คือในราวรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงยกเลิกการปกครองตามแบบอย่างที่วางไว้เพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในชาติเป็นการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคมีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ปกครอง ได้แบ่งหัวเมืองเอก โท ตรี และจัตวาเมือง เอกมี 2 เมือง เมืองโทมี 6 เมือง เมืองตรีมี 7 เมือง และเมืองจัตวา มี 30 เมือง และยกย่องให้พิจิตรเป็นหัวเมืองตรีเทียบเท่านครสวรรค์ นับว่าพิจิตรเป็นเมืองใหญ่ และมีความสำคัญในทางทหาร และการปกครองไม่น้อย ความสำคัญของเมืองพิจิตร จะเห็นได้ว่าในวรรณ คดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ยังได้กล่าวว่า เมื่อขุนแผนยกทัพไปตีฝ่ายเหนือได้มาแวะและพักทัพที่เมืองพิจิตร

เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก ทรงเห็นว่าพิจิตรเป็นเมืองลุ่มที่เต็มไปด้วยบึง คลองลำห้วย โดยเฉพาะบึงสีไฟมีน้ำขังตลอดปี ไม่เคยแห้ง มีเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ จึงขนานนามเมืองพิจิตรอีกนามหนึ่งว่า "โอฆบุรี" ซึ่งแปลว่าเมืองห้วงน้ำ

กาลล่วงมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเรื่องของเมืองพิจิตร เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยสองเรื่อง เรื่องแรกคือกำเนิดพระเจ้าเสือ เรื่องที่สองคือประวัติของพระมหาราชครู ผู้มีความสำคัญทางวรรณกรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง

พระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เสด็จยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือ ขณะยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา ได้ประทับพักไพร่พลอยู่ที่บ้านโพธิ์ประทับช้าง และพระเพทราชาได้พาภริยาที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ ติดตามมาในกองทัพด้วย ภริยานั้นได้คลอดบุตรที่หมู่บ้านโพธิ์ประทับช้างและฝังรกไว้ที่ต้นมะเดื่อ บุตรนั้นจึงเรียกกันติดปากว่า "นายมะเดื่อ" หรือ "ดอกเดื่อ" ต่อมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า "พระศรีสรรเพชญ์ที่ 8" หรือพระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ เมื่อครองราชย์แล้วได้เสด็จขึ้นมาคล้องช้างในท้องที่เมืองพิจิตรและทรงเลยไปเยี่ยมมาตุภูมิเดิมที่หมู่บ้านโพธิ์ประทับช้าง นอกจากนี้โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระองค์ และพระราชทานนามวัดนั้นว่า "วัดโพธิ์ประทับช้าง" เมื่อ พ.ศ. 2245 วัดโพธิ์ประทับช้างในปัจจุบัน พระอุโบสถได้ชำรุดหักพังมากแล้ว พระเจดีย์เก่าคร่ำคร่าเหลืออยู่เป็นปูชนียสถานโบราณที่ราษฏรมักนิยมไปเคารพสักการะอยู่เสมอ

ส่วนจอมปราชญ์กวีเอกในรัชสมัยพระนารายณ์ฯ ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระมหาราชครูนั้น ท่านถือกำเนิดจากเมืองสระหลวงหรือเมืองพิจิตรนี่เอง พระมหาราชครูมีความสามารถในการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน จนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงยกย่องเป็นพระอาจารย์ นับว่าเป็นบรรพบุรุษพิจิตรคนหนึ่ง ที่ได้สร้างผลงานทางด้านวรรณกรรมไว้เป็น มรดกของชาติ

นอกจากนี้ ศรีปราชญ์รัตนกวีเอกของชาวไทยที่หายใจเป็นกาพย์กลอน มีความสามารถเปรื่องปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์และวรรณคดีเป็นที่หนึ่ง จนกิตติศัพท์เป็นที่กล่าวขานกันทุกมุมเมือง กล่าวกันว่าเป็นบุตรท่านมหาราชครู จึงนับได้ว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวพิจิตร โดยแท้

สมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อคราวยกทัพมาปราบศึกพระยาพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2311 นั้น เมืองพิจิตรอยู่ในอำนาจของเมืองพิษณุโลก และช่วยพระยาพิษณุโลกรบกับพระเจ้าตากสิน พระเจ้าตากสินไม่สามารถจะเอาชนะพระยาพิษณุโลกได้ ต่อมาพิจิตรได้รวมอยู่กับอาณาจักรธนบุรี และมีไพร่พลจากพิจิตรเป็นกำลังสำคัญในกองทัพไทยสมัยนั้น

ประวัติของหลวงพ่อเขียน

ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์เดือน 4 ปีขาล พ.ศ. 2397 ที่บ้านตลิ่งชัน ต.ชอนไพร อ .เมือง จ.เพชรบูรณ์ มีโยมบิดาชื่อ นายทอง จันทร์แสง โยมมารดาชื่อ นางปลิก จันทร์แสง ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน

1. นายอินทร์ จันทร์แสง
2. นางทองใบ
3. นายเสถียร จันทร์แสง อันเป็นนามเดิมของหลวงพ่อเขียนเอง
4. นายแสง จันทร์แสง
5. นางระทวย

เมื่อครั้งเยาว์วัย ด.ช.เสถียร หรือ หลวงพ่อเขียน เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและเฉลียวฉลาด ครั้ง ด.ช.เสถียรมีอายุได้ 14 ปี (พ.ศ. 2411 บิดามารดาให้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดทุ่งเรไร ข้างบ้านเกิด ในขณะเป็นสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนจากท่านอาจารย์ที่วัด พออ่านออกเขียนได้ และยังศึกษาภาษาของขอมร่วมกับภาษาไทยด้วย

เนื่องจากหลวงพ่อเขียนเป็นเด็กขยันเล่าเรียนเขียนอ่าน ท่านอาจารย์ผู้สอนที่วัดทุ่งเรไร จึงได้ให้เปลี่ยนชื่อจากเสถียรเป็น "เขียน" สามเณรเขียนได้เป็นสามเณร จนมีอายุใกล้อุปสมบทได้ จึงสึกออกมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา พอมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ บิดามารดาจึงอนุญาตให้อุปสมบท ณ วัดภูเขาดิน ซึ่งใกล้อยู่กับแม่น้ำป่าสัก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ มีอาจารย์ประดิษฐ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์สอน และพระอาจารย์ทองมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ได้รับฉายา "ธมมรกฺขิโต"

เมื่อหลวงพ่อเขียนได้อุปสมบทอยู่ครบหนึ่งพรรษา บิดามารดาให้ท่านลาสิขาจากสมณเพศ เพื่อจะได้มาแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งอยู่บ้านใกล้ ๆ กัน แต่หลวงพ่อเขียนไม่ยอมสึก จึงได้ลาญาติโยมบิดามารดาไปอยู่บ้านวังตะกู อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เมื่อหลวงพ่อเขียนมา ที่บ้านวังตะกู นายอินทร์ญาติของหลวงพ่อ และกำนันได้นิมนต์ให้หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ในวัดวังตะกูหนึ่งพรรษา หลังจากนั้นท่านได้ไปศึกษาปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี โดยมีอาจารย์ทองเป็นอาจารย์ และได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่นานถึง 9 ปี จากนั้นหลวงพ่อเขียนได้ลาพระอาจารย์ทองออกเดินทางเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในกรุงเทพฯ จึงได้มาพักจำพรรษาอยู่ในวัดรังษี บางลำพู กทม. ขณะนั้นมีท่านเจ้าคุณธรรมกิตติเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อเขียนได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาอยู่ที่วัดรังษีถึง 16 ปี พอดี (ประมาณ พ.ศ. 2444) วัดรังษีมีความจำเป็นต้องโอนเข้ารวมกับวัดบวรนิเวศ และต้องเปลี่ยนสังฆนิกายจากมหานิกายไปเป็นธรรมยุตนิกายไปด้วย

หลวงพ่อเขียนและพระอีก 7 องค์ไม่ยอมโอนจากพระมหานิกายเป็นพระธรรมยุตนิกาย หลวงพ่อเขียนจำ ต้องออกจากวัดรังษีตั้งแต่นั้นมา แล้วได้เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ในวัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี ตามเดิมอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา ถึง 9 พรรษา ต่อจากนั้นหลวงพ่อเขียนได้กลับไปจำพรรษาอยู่ในวัดวังตะกู เพราะนายอินทร์ บุญต้อ ญาติของท่าน และกำนันตำบลวังตะกูได้ไปนิมนต์ท่านมา

ขณะที่หลวงพ่อเขียนท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดวังตะกู ได้มีผู้ใหญ่พลายบ้านห้วยเวียงใต้ และนายทอง บ้านวังอีแร้ง ได้นำม้ามาถวายหนึ่งคู่ ในระยะเวลา 20 ปี ม้าทั้งสองตัวได้ขยายพันธุ์ออกลูกหลานถึง 70 ตัว จึงเป็นม้าวัดวังตะกูหนึ่งฝูง นอกจากนี้แล้วยังมีผู้คนนำเก้ง กวาง ลิง ชะนี แลจระเข้มาถวายหลวงพ่อเขียนไว้ ณ วังตะกู ซึ่งทำให้วัดนี้มีสัตว์มากวัดหนึ่งในสมัยนั้น

ประมาณ พ.ศ. 2484 มีอาจารย์องค์หนึ่งชื่อใหญ่ มาจากจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอพำนักอยู่ที่วัดวังตะกู ครั้งอยู่มานาน ๆ มีประชาชนนับถือ จึงถือโอกาสตั้งตนเป็นเจ้าอาวาสเสียเอง ทั้งนี้เนื่องจากมีทายกบางคนให้การสนับสนุน ต่อมาพระอาจารย์องค์นี้ได้รื้อกุฏิปลูกใหม่ แต่เว้นกุฏิหลวงพ่อเขียนไว้กุฏิเดียว ซ้ำยังสร้างเมรุเผาศพ เพื่อเป็นการขับไล่หลวงพ่อเขียนทางอ้อม เวลาเผาศพลมจะพัดควันและกลิ่นเข้าหากุฏิหลวงพ่อเขียน หลวงพ่อได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ทรมานอยู่มาก แต่ด้วยอุเบกขาธรรมหลวงพ่อเขียนท่านทนอยู่ได้ ไม่ยอมหนีไปไหน ท่านชอบอยู่อย่างไม่จองเวรจองกรรมกับใคร หลวงพ่อเขียนท่านจะระงับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นด้วยขันติธรรม ในขณะนั้นหลวงพ่อหมดที่พึ่ง เพราะทายกเก่า ๆ ตายเกือบหมดแล้ว

แต่แล้วใน พ.ศ. 2491 กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ บ้านสำนักขุนเณร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกำนัน ต.วังงิ้ว ซึ่งเป็นผู้มองการณ์ไกล กำนันพร้อมด้วยคณะทายก ตำบลวังงิ้ว ได้ไปนิมนต์หลวงพ่อเขียนให้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดสำนักขุนเณร ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวัดวังตะกูไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม. เมื่อหลวงพ่อเขียนได้มองเห็นเจตนาดีและทนความอ้อนวอนไม่ได้ จึงรับนิมนต์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร

เนื่องจากหลวงพ่อเขียนท่านเป็นพระนักก่อสร้าง ครั้งมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดสำนักขุนเณร ท่านได้ก่อสร้างร่วมกับกำนัน และพ่อค้า ประชาชน ก่อสร้างถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนาขึ้นที่วัดสำนักขุนเณรคือ

1. กุฏิหอสวดมนต์
2. หอประชุมสงฆ์
3. สร้างสะพานข้ามคลองเชื่อมวัดกับบ้าน
4. สร้างพระประธานของวัด 1 องค์
5. สร้างศาลาหลังใหญ่ กว้าง 12 วา
6. สร้างพระอุโบสถหนึ่งหลัง เป็นเงินประมาณ 200,000 บาท
7. สร้างโรงเรียน

เนื่องจากหลวงพ่อเขียนเป็นพระเถระที่มีประชาชนเคารพเลื่อมใสมาก จึงพากันมานมัสการหลวงพ่อเขียนเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ชาวบ้านสำนักขุนเณร ซึ่งเป็นชนบทเล็ก ๆ ของ อ.บางมูลนาก ก็เริ่มเจริญขึ้นเพราะวันหนึ่ง ๆ มีประชาชนมาให้หลวงพ่อเขียนรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ ขอพระวัตถุมงคล และอื่น ๆ อีกมาก จึงสร้างความเจริญให้แก่วัดสำนักขุนเณรและบริเวณละแวกวัดจากชนบทเล็ก ๆ เป็นชนบทใหญ่ มีประชาชนอยู่หนาแน่น มีร้านค้าขายอาหารและเครื่องดื่มเปิดค้าขายกันอย่างคึกคัก ความเจริญทั้งหมดนี้ก็เพราะหลวงพ่อเขียนโดยแท้

หลวงพ่อเขียนท่านมีความทรงจำดีมาก แม้แต่ท่านจะมีอายุถึงร้อยปีแล้วก็ตามหลวงพ่อไม่หลงและไม่เลอะเลือน ตัวอย่างเช่น มีผู้ชายผู้หนึ่งมากราบลาหลวงพ่อเขียนเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ อีกสองสามปีต่อมาเขาเรียนจบและกลับมา จึงไปกราบหลวงพ่อเขียน แต่ประหลาด ท่านจำบุคคลนั้นได้ โดยทักว่าคงจะเรียนจบมาแล้ว จึงกลับมาเมืองพิจิตร ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น เรื่องอื่น ๆ และคนอื่น ๆ หลวงพ่อเขียนท่านก็จดจำแม่นยำ ซึ่งแสดงว่าหลวงพ่อเขียนท่านมีความจำดีมาก แม้ว่าท่านจะมีอายุมาแล้วก็ตาม อีกประการหนึ่งหลวงพ่อเขียนท่านมีความเมตตาปราณี ไม่ว่าจะเป็นท่านใด อยู่ใกล้หรือไกล ถ้าหากมานิมนต์ท่านแล้ว หลวงพ่อเขียนท่านต้องรับนิมนต์ไปทุก ๆ ที่ไม่เคยขัดนิมนต์ใคร

หลวงพ่อเขียนท่านมีอายุยืนยาวถึง 100 กว่าปี ในบั้นปลายท่านมีโรคประจำตัว คือ โรคหืด เวลาใดที่โรคหืดกำเริบ ท่านจะระงับด้วยขันติธรรมอันสูง ต่อมาเมื่อโรคกำเริบมากขึ้น ท่านเองก็ฉันภัตตาหารไม่ค่อยได้เรี่ยวแรงก็หมดไปทุกที ๆ คณะกรรมการวัดและบรรดาลูกศิษย์ได้พาท่านไปรักษาที่คลินิคศิริธรรมพยาบาล ตลาดบางมูลนาค แต่เนื่องด้วยความชราและโรคหืดจึงสุดความสามารถของนายแพทย์ที่จะรักษาท่านให้หายเป็นปกติได้ ท่านจึงถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบเมื่อคืนวันที่ 21 ธ.ค. พ.ศ. 2507 เวลาประมาณ 23.50 น. ซึ่งตรงกับวันแรม 2 ค่ำเดือนอ้าย ปีมะโรง รวมอายุสิริอายุท่านได้ 110 ปี

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของหลวงพ่อเขียนยังความโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่บรรดาลูกศิษย์ คณะกรรมการวัดสำนักขุนเณร และประชาชนทั่ว ๆ ไป ผู้คนพากันมาร่วมงานท่านอย่างเนืองแน่นเป็นประวัติการณ์ เมื่อได้บำเพ็ญกุศลให้แก่หลวงพ่อเขียนเรียบร้อยแล้ว จึงได้บรรจุศพของหลวงพ่อเขียนไว้ในอนุสาวรีย์ ก่อนหลวงพ่อเขียนท่านมรณภาพท่านสั่งไว้ว่า ห้ามไม่ให้เผาศพของท่าน ดังนั้นบรรดาลูกศิษย์และคณะกรรมการวัดสำนักขุนเณร จึงได้จัดการตามที่หลวงพ่อท่านได้สั่งไว้ ปัจจุบันนี้ศพของหลวงพ่อเขียนได้บรรจุไว้ ณ อนุสาวรีย์วัดสำนักขุนเณร ต.วังงิ้ว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร และมีประชาชนที่นับถือหลวงพ่อเขียนพากันไปกราบไหว้เป็นประจำมิได้ขาด

หลวงพ่อเขียน (ธม?มรก?ขิโต) แห่งวัดสำนักขุนเณร นอกจากจะมีอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ปรากฏแก่บรรดาลูกศิษย์และประชาชนที่นับถือท่านแล้ว หลวงพ่อเขียนท่านยังมี "วาจาสิทธิ์" ซึ่งปรากฏแก่บราดาลูกศิษย์ และประชาชนทั่ว ๆ ไปอีกด้วย อาทิเรื่องทายกยักยอกเงินก่อสร้างพระอุโบสถเรื่องมีอยู่ว่าเมื่อ พ.ศ. 2471 หลวงพ่อเขียน ตลอดจนบรรดาลูกศิษย์และประชาชนในบริเวณนั้นได้ช่วยกันสละทรัพย์มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำลังทรัพย์และช่วยกันหาเงินสร้างอุโบสถวัดวังตะกู แต่ยังไม่สำเร็จในระหว่างการก่อสร้างนั้น หลวงพ่อท่านให้ทายกผู้หนึ่งเป็นผู้เก็บรักษาเงินและทำบัญชี แต่ทายกผู้นั้นกลับยักยอกเอาเงินของวัดไปทำประโยชน์ส่วนตัว เช่นเอาไปซื้อไร่นา และนำเงินนั้นนั้นมาปลูกบ้าน โดยการทำลายหลักฐาน และทำบัญชีปลอมแปลงขึ้นมาใหม่

ครั้งเมื่อหลวงพ่อเขียนเรียกเงินสร้างพระอุโบสถ เพื่อนำเงินนั้นมาจ่ายเป็นค่าแรง ค่าของบ้าง แต่กลับปรากฏว่าเงินมีไม่พอและปฏิเสธการซักถาม โดยกล่าวว่าเงินที่เก็บไว้นั้นเบิกจ่ายหมดไปแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระอุโบสถต้องหยุดชะงักการสร้างลงทันที เมื่อบรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านทราบเรื่อง จึงพากันมาถามหลวงพ่อเขียนมากมาย หลวงพ่อเขียนท่านตอบว่า

"ใครมันโกรงเงินสร้างพระอุโบสถของวัด ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น มันจะต้องวอดวายฉิบหาย ในที่สุดมันจะต้องถือกะลาขอทานเขากิน มันไม่จำเริญสักคนหรอกน่อ"

ด้วยว่าจาศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน อยู่ต่อมามิช้ามินาน ทายกคนโกงกินเงินสร้างพระอุโบสถก็ถึงกาลอันวิบัติ โดยครอบครัวนั้นเจ็บป่วย และตาบอดกันหมดทุกคน ต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องหาเงินมารักษาตัวจนหมดสิ้น ที่นา ที่ไร่ บ้านช่องต้องขายกินและรักษาตัว ก็ยังไม่หาย จึงสิ้นเนื้อประดาตัวต้องอุ้มลูกจูงหลานไปเที่ยวขอทานเขากิน และในที่สุดต้องล้มหายตายจากกันไปคนละทิศละทาง ปรากฏว่าวงศ์วานของทายกผู้นั้นไม่มีเชื้อสายหลงเหลืออยู่ที่ตำบลวังตะกูเลยแม้แต่คนเดียว นี่เป็นวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียนที่ท่านตอบชาวบ้านเมื่อไปถามท่าน และเป็นจริงตามคำพูดของท่าน ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครกล้าโกงกินเงินวัด เพราะเกรงกลัว "วาจาอันศักดิ์สิทธิ์" ของหลวงพ่อเขียนนั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อเขียนแห่งวัดสำนักขุนเณร ท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเรื่องอยู่ว่า ม้าของหลวงพ่อที่เลี้ยงไว้ชื่อ อ้ายเขียวยักษ์ ได้หลุดไปกินข้าวในนาของนายนวม นายนวมเกิดโมโหเอาปืนลูกซองยาวยิง แต่ยิงม้าเจ้าเขียวยักษ์ไม่เข้าเลย ฝ่ายนางมา ภรรยานายนวมเกิดความเสียดายข้าวในนา และทำอะไรเจ้าเขียวยักษ์ไม่ได้ จึงด่าคนเลี้ยง หมายถึง หลวงพ่อเขียน ด้วยถ้อยคำหยาบ หาว่าเลี้ยงม้าไม่ผูกให้ดีปล่อยให้หลุดไปกินข้าวในนารบกวนชาวบ้านให้ได้รับความเดือนร้อน เมื่อความทราบถึงหลวงพ่อเขียน ท่านจึงเอ่ยบอกว่า

"ทำเป็นด่าดีไปเถอะ ระวังปากจะเน่า"

ในเวลาต่อมานางมาป่วยเจ็บที่ปากถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ และต้องรักษา แต่ประหลาดจะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย ปรากฏว่าปากนางมาเน่า และยิ่งนานวันปากยิ่งเน่ามากขึ้นทุก ๆ ที เมื่อข่าวนั้นทราบไปถึงหลวงพ่อเขียน ท่านก็เมตตาสงสาร จึงใช้ให้นางขาวภรรยาตาเป๊ะหลีให้ไปบอกนางมา ซึ่งปากเน่าตามคำวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียนโดยให้นางมานำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาต่อหลวงพ่อท่านเสีย จะได้หาย ปรากฏว่านางมาปฏิบัติตามโดยไม่ชักช้า รีบหาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาหลวงพ่อ และหลวงพ่อท่านก็ให้อภัย พร้อมทั้งกล่าวว่า

"โรคมันเกิดขึ้นมาได้ มันก็ต้องหายได้น่อ"

ต่อมามิช้ามินานนางมาก็หายจากโรคปากเน่าเป็นปกติ จึงทำให้นางมามีความกลัวเกรง และเคารพนับถือหลวงพ่อเขียนมาก และไม่กล้ากล่าววาจาล่วงเกินหรือด่าหลวงพ่อเขียนอีกเลย

เรื่องนี้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าหลวงพ่อเขียน แห่งวัดสำนักขุนเณร จ.พิจิตร ท่านมี "วาจาสิทธิ์" จริงตามคำกล่าวอ้างดังตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้น


[ พระบูชา ][ พระกรุ] [ พระเกจิฯ ] [ เหรียญ ] [ เครื่องราง ] [ พระแท้แปลกตา ] [ พระใหม่มาแรง ]
[ ไฮไลทฺ์ ] [ สรรพสาระ ] [ วิเคราะห์สถานการณ์ ]
[ Amulet Gallery ] [ เวบบอร์ด ]

กลับไปหน้าแรก


Copyright(c) 2002 by saranugrompra.com
presented by saranugrompra@yahoo.com