เหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัว
หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จ. นครปฐม
เรื่องโดย...ทักษิน

เมื่อพูดถึงหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทองท่านนี้แล้ว ในแวดวงการพระเครื่อง ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักท่าน โดยเฉพาะวัวธนูกับราหูอมจันทร์ของท่าน นับได้ว่าเป็นวัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่าน เป็นอย่างมากจนกล่าวกันว่าทั่วทุกคุ้งน้ำที่วัวธนูของท่านไปถึงที่นั่นจะต้องมีกิตติคุณของวัวธนูให้เป็นที่ประจักษ์ หรือใครที่มีราหูอมจันทร์ของท่าน คน ๆ นั้นจะปราศจากภัยอันตรายที่จะเข้ามาแผ้วพานได้ ทั้งยังเป็นมหาอำนาจเป็นที่คร้ามเกรงของเหล่าภูตผีทั้งหลายอีกด้วย รวมไปถึงราหูอมจันทร์จะช่วยหนุนส่งเสริมดวงชะตาไม่ให้ตกอับอีกต่างหาก

วัวธนูของหลวงพ่อน้อยทำด้วยครั่งบนกิ่งพุทราทางทิศตะวันออกโดยมีลวดทองแดง เป็นแกนกลางอยู่ภายใน ส่วนราหูอมจันทร์ทำมาจากกะลาตาเดียว ซึ่งเป็นวัสดุอาถรรพณ์ ของดี ตามธรรมชาติ ที่หาได้ยากยิ่ง ทั้งวัวธนูและราหูอมจันทร์ของหลวงพ่อน้อย ต่างเป็นของดีที่ทุก ๆ คนอยากจะได้เป็นเจ้าของแม้ราคา จะแพงเป็นหลาย ๆ หมื่นแต่ถ้า แท้ก็ไม่มีใครเกี่ยง แต่ทุกวันนี้กลับมีวัวธนูและราหูอมจันทร์ของหลวงพ่อน้อยเกลื่อนเต็มไปหมดทุกสนาม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันเป็นของแท้กันหรือเปล่า? เป็นวัวจากโรงฆ่าสัตว์ หรือราหูอมจันทร์ที่แกะจากกะลามะพร้าวธรรมดากันแน่? โดยเฉพาะราหูอมจันทร์นั้น ทุกวันนี้เห็นมีแต่ของเก๊ แล้วก็ชอบเอาของเก๊เหล่านั้นแหละ มาดีเป็นของอาจารย์ปิ่นกัน คนไม่รู้ก็หลงห้อยของเก๊เป็นแถว ๆ

จริง ๆ แล้ววัตถุมงคลของหลวงพ่อน้อย ใช่ว่าจะมีแต่วัวธนูกับราหูอมจันทร์ที่น่าสนใจเพียงเท่านั้นไม่ แต่ยังมีเหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัวรุ่นนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นของดีที่น่าใช้มากราคาก็ไม่แพงมีการเล่นหาอยู่ในหลักพันกว่า ๆ ถึง หลักพันอ่อน ๆ เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นวัวธนูกับราหูอมจันทร์แล้ว ราคาแพงเป็นหลาย ๆ หมื่นทีเดียว ที่สำคัญ ! หาของแท้ยากครับ

หลวงพ่อน้อยเกิดเมื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 แรม 13 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง บิดาชื่อมี มารดาชื่อ มา ในตระกูล นาวารัตน์ สำหรับบิดาของหลวงพ่อน้อยนั้นเป็นคนสืบเชื้อสายเป็นลาวมาจากเวียงจันทน์ แล้วมาได้แต่งงานกับมารดาของหลวงพ่อน้อยที่เป็นชาวนครชัยศรี จึงได้ตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพที่นครชัยศรี บิดาของหลวงพ่อน้อยเป็นผู้ที่มีความรู้ทางคาถาอาคมและไสยศาสตร์และเป็นหมอแผนโบราณด้วย หลวงพ่อน้อยจึงได้เรียนวิชากับบิดามาตั้งแต่ท่านยังรุ่น ๆ ต่อมาเมื่อมีอายุได้ 20 ปี จึงเข้ารับการอุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดแค อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม อุปสมบทแล้วก็จำพรรษาที่วัดแค ต่อมาจึงได้ย้ายมา จำพรรษาที่วัดศีรษะทองในสมัยที่ หลวงพ่อลีเป็นเจ้าอาวาส เมื่อมาอยู่วัดษศีรษะทองแล้วหลวงพ่อน้อยได้ศึกษาตำรับตำราทางวิทยาคมและไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ประจำวัดศีรษะทองที่มีการสืบทอดมาแต่โบราณจนชำนาญ ที่วัดศีรษะทองเมื่อหลวงพ่อลีมรณภาพแล้ว หลวงพ่อช้อยได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสต่อ ต่อเมื่อหลวงพ่อช้อยมรณภาพหลวงพ่อน้อยจึงเป็นเจ้าอาวาสต่อจนกระทั่งมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2490

สำหรับเหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัวของหลวงพ่อน้อยส่วนมากจะเรียกว่า "พระพุทธชินราช" กันจนติดปาก ทั้งนี้อาจจะเห็นว่าองค์พระประทับอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วเหมือนพระพุทธชินราช แต่ถ้าเจตนาของหลวง พ่อน้อยจะสร้างเป็นรูปพระพุทธชินราชแล้ว ท่านน่าจะสร้างเป็นปางมารวิชัยมากกว่า เพราะว่าองค์พระพุทธชินราชประทับนั่งปางมารวิชัย แต่เหรียญหล่อพิมพ์นี้องค์พระประทับนั่งปางสมาธิ

หลวงพ่อน้อยสร้างเป็นเหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัว เมื่อปี พ.ศ. 2487 เจตนาของท่านก็เพื่อให้ชาวบ้านนำไปเป็นเครื่องรางคุ้มครองป้องกันอันตรายในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพื่อหาทุนมาสร้างพระอุโบสถของวัดศีรษะทองด้วย

เนื้อโลหะที่หลวงพ่อน้อยนำมาสร้าง เหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัว ประกอบไปด้วยวัสดุต่าง ๆ ดังนี้

1. พระพุทธรูปบูชาเก่า ๆ ที่ชำรุด
2. เครื่องมือเครื่องใช้ประเภท ขัน ถาด และเชี่ยนหมากที่ทำด้วยขันลงหิน
3. สตางค์รูทองแดงสมัยก่อน
4. สัมฤทธิ์ ขันลงหิน ทองเหลือง และทองแดงสมัยโบราณ
5. ทอง และนาก ที่ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ฯลฯ

เนื้อโลหะเหล่านี้ หลวงพ่อน้อย ได้นำมาลงอักขระและปลุกเสกก่อนนำไปหลอม หลวงพ่อน้อยทำพิธีเททองเหรียญหล่อรุ่นนี้เมื่อวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปี พ.ศ. 2487 ในพิธีเททอง หลวงพ่อน้อยได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์มาร่วมสวดเจริญพระพุทธมนต์ในพิธีด้วยคือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อห่วงวัดท่าใน เป็นต้น

วันที่ทำพิธีเททองนั้นได้มีเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดสะพานนครชัยศรี ทั้งนี้ก็เนื่องจากไทยเราไปทำสัญญาเป็นพันธไมตรีกับญี่ปุ่น จึงทำให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย สถานที่สำคัญและจุดยุทธศาสตร์หลายแห่งในประเทศไทยจึงถูกเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีได้รับความเสียหาย

สะพานนครชัยศรีอยู่ห่างจากวัดศีรษะทองประมาณ 2 กม. ขณะที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ลูกศิษย์และชาวบ้านได้เข้าไปกราบเรียนกับหลวงพ่อน้อยว่าให้เลื่อนพิธีเททองออกไปก่อน ด้วยว่าระยะทางจากเป้าหมายของการทิ้งระเบิดกับปริมณฑลพิธีเททองอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ กลัวว่าอาจจะมีระเบิดพลาดตกเข้ามาในวัดและบริเวณพิธีได้ หลวงพ่อน้อยจึงเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้ามองเครื่องบินที่มาทิ้งระเบิดเหล่านั้นแล้วพูดว่า…

"ฮึ!ไม่เป็นไรหรอกวะ"

แล้วท่านก็ให้ดำเนินพิธีเททองต่อไป ในขณะที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดตูม ๆ อยู่นั้น ที่วัดศีรษะทองก็ดำเนินการพิธีเททองเหรียญหล่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เหรียญหล่อรุ่นนี้มีจำนวนการสร้างทั้งหมดประมาณ 10,000 เหรียญ เมื่อเสร็จพิธีเททองแล้ว หลวงพ่อน้อยได้นำเข้าปลุกเสกเดี่ยวจนพอใจ จากนั้นก็นำออกแจกกับผู้ที่รวมบริจาคเงินใน การร่วมสร้างพระอุโบสถของวัดศีรษะทอง

ลักษณะของเหรียญหล่อหลวงพ่อน้อย รูปพรรณสัณฐานคล้ายรูปกลีบบัวด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธปฏิมากรประทับนั่งปางสมาธิเพชร อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วคล้ายพระพุทธชินราช ด้านหลังเรียบ แต่จะต้องมีรอยตะไบทุกเหรียญ รวมทั้งรอยตะไบตามขอบด้านข้างด้วย เนื้อโลหะออกเป็นทองผสม วรรณะออกเหลือง อมเขียวและเหลืองอมน้ำตาลเล็กน้อย

เหรียญหล่อรุ่นนี้ด้านหลังจะเรียบและไม่มีรอยเหล็กจารมาแต่เดิม บางเหรียญด้านหลังเป็นรอยเหล็กจารเป็นอักขระตัวขอมลาวรอยเหล็กจารด้านหลังนี้ไม่น่าจะเป็นลายมือหลวงพ่อน้อย เนื่องจากปกติเวลาจารอักขระในราหูอมจันทร์หลวงพ่อน้อยท่านจารเพียงไม่ กี่ตัว อย่างมากก็ไม่เกินห้าตัวรอยจารอักขะในราหูอมจันทร์ของหลวงพ่อน้อยที่มีหลาย ๆ ตัวนั้นจึงเป็นลายมือของลูกศิษย์ท่านเอง งั้นรอยจารอักขระที่ด้านหลังเหรียญหล่อหลวงพ่อน้อยจึงน่าจะเป็นลายมือของลูกศิษย์เสียมากกว่า หรือไม่ก็เป็นลายมือที่พวก นักเล่นจารเขียนกันเอง วัตถุประสงค์ก็เพื่อหวังผลทางการขายนั่นแหละ

แม้ว่าเหรียญหล่อพิมพ์กลีบบัวหลวงพ่อน้อยจะมีของเก๊ ทำเลียนแบบออกมานานแล้วก็ตาม แต่ฝีมือของเก๊ไม่น่ากลัว อาจจะเป็นเพราะว่าเหรียญหล่อราคายังไม่แพง พวกมือผีจึงไม่พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นด้วยว่าพวกมือผีมัวไปทำเก๊พวกวัวธนูและราหูอมจันทร์กันเพราะได้ราคาดีกว่ายิ่งใครที่โลภ ๆ เป็นเสร็จพวกนี้แน่

ถ้าคิดจะหาวัวธนูหรือราหูอมจันทร์หลวงพ่อน้อยน่าจะหันมาหาเหรียญหล่อรุ่นนี้แทน เพราะเหมาะสมด้วยหลาย ๆ ประการ แพงก็ไม่แพง เสี่ยงก็ไม่เสี่ยงด้วย แต่ถ้าเป็นวัวธนูหรือราหูอมจันทร์ขอบอกตรง ๆ เลยครับว่า…ที่เล่น ๆ กันนั้น มันแท้เสียที่ไหนกัน?


[ พระบูชา ][ พระกรุ] [ พระเกจิฯ ] [ เหรียญ ] [ เครื่องราง ] [ พระแท้แปลกตา ] [ พระใหม่มาแรง ]
[ ไฮไลทฺ์ ] [ สรรพสาระ ] [ วิเคราะห์สถานการณ์ ]
[ Amulet Gallery ] [ เวบบอร์ด ]

กลับไปหน้าแรก


Copyright(c) 2002 by saranugrompra.com
presented by saranugrompra@yahoo.com