ความแตกต่างระหว่าง พระวัดเลียบ-พระวัดเกาะ
โดย ผู้เฒ่า วันเสาร์

จากการจัดนิทรรศการการประกวดพระเครื่องฯในปัจจุบันเกือบจะทุกงานก็ว่าได้ ที่บรรจุรายการประกวดพระวัดเลียบ-วัดเกาะ เข้าในรายการประกวดรายการเดียวกัน คือว่าในรายการนี้ใครจะส่งพระวัดเลียบหรือวัดเกาะก็ได้ทั้ง 2 วัด ด้วยเหตุผลอันใดมิทราบได้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองวัดนั้น มีความแตกต่างกัน นอกจากนั้นยังพิมพ์รายการกำหนดไว้อีกด้วยว่าเป็นชินตะกั่ว ถ้าท่านไม่เชื่อโปรดไปหารายการประกวดพระเก่าๆ ที่ผ่านมาดูนะครับ

เข้าใจว่าที่เป็นเช่นนี้คงจะมาจากการคัดลอกรายการประกวดพระต่อๆ กันมา ซึ่งผู้กำหนดรายการครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องของ พระวัดเกาะและวัดเลียบอย่างถ่องแท้นั่นเอง จึงอยากจะเสนอแนะว่าควรจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อคนรุ่นหลังที่เข้าสู่วงการจะไม่สับสน ถ้าเป็นไปได้ควรจะแยกรายการออกเป็น 2 รายการ คือ พระวัดเลียบรายการหนึ่ง และพระวัดวัดเกาะอีกรายการหนึ่งและก็เป็นเนื้อชินเงินนะครับมิใช่ ชินตะกั่ว เพราะชินตะกั่วจะไม่ขาววับเหมือนกับเงินและไม่มีรอยแตกระเบิด โปรดดูภาพประกอบการแตกระเบิดของพระทั้ง สองกรุนี้ หูตาจะได้สว่างขึ้น แต่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งคือ ขณะนี้มือปลอมพระได้สร้างเป็นเนื้อตะกั่วลงรักปิดทองออกขายแล้ว เผลอๆอาจจะมีการติดรางวัลไปแล้วบ้างก็ได้ จึงอยากจะฝากให้เพื่อนผองน้องพี่ที่เข้ามาสู่วงการใหม่ๆ อย่าได้ผลีผลามเช่าหาโดยคิดว่าเป็นของถูกไม่มีการเก๊ ผิดถนัดครับถูกแพงถ้าขายได้ดีมีเก๊ทุกชนิดแหละท่าน ของแท้เป็นเนื้อชินเงิน ชินตะกั่ว ชินเขียว ต่างกันอย่างไร เอาไว้โอกาสหน้าจะเขียนมาสาธยายให้ฟังใหม่ ตอนนี้มาเข้าเรื่องพระวัดเลียบ-วัดเกาะต่อไป

ได้กล่าวถึงเนื้อหาของพระทั้ง 2 วัดไปแล้ว คือ เนื้อหาเหมือนกันคือเป็นชินเงิน มีการปะทุแตกระเบิดประปรายอยู่เป็นบางจุดเฉกเช่นเดียวกับพระชินเงินทั่วๆไป ส่วนพิมพ์นั้นถ้าดูด้านหน้าจะคล้ายๆ กันหมดทุกพิมพ์ นี่คือสาเหตุให้ผู้กำหนดรายการประกวดพระชั้นต้นเข้าใจผิดคิดว่าเหมือนกัน

พระวัดเลียบด้านหลังจะกลมเป็นลักษณะลอยองค์ ส่วนพระวัดเกาะด้านหลังจะแบนคือเป็นลักษณะครึ่งซีก โปรดดูภาพประกอบจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือความแตกต่างระหว่างพระวัดเลียบ-พระวัดเกาะ

วัดเลียบหรือชื่อในปัจจุบันก็คือ วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่เชิงสะพาน พระพุทธยอดฟ้า กทม. วัดนี้มีพระกรุที่ขึ้นชื่อลือชาจนได้รับสมญานามว่า พระรอดเมืองใต้ คือพระขรัวอีโต้ลอยน้ำ และพระกรุอาจารย์เมฆ ซึ่งจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

พระกรุวัดเลียบที่เรากำลังกล่าวถึงในขณะนี้แตกกรุเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2488 ตอนบ่าย เนื่องจากฤทธิ์ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ทิ้งลงทำให้พระอุโบสถรวมทั้งถาวรวัตถุชำรุดเสียหายทั้งหมด คงเหลือแต่พระประธานองค์เดียวที่ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ฐานพระประธานหรือชุกชีเผยอเอนไปด้านหลังทำให้พบพระกรุวัดเลียบที่กล่าวมานี้ โดยมีจำนวนมากประมาณ 2 กระสอบ มีหลายพิมพ์ เช่น พิมพ์สมาธิใหญ่ พิมพ์สมาธิเล็ก พิมพ์นาคปรก พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ไสยาสน์ พิมพ์ห้ามญาติ พิมพ์ห้ามสมุทร พิมพ์ห้ามแก่นจันทร์ ทุกพิมพ์เป็นเนื้อชินเงิน ปิดทองก็มีไม่ปิดก็มี ในองค์ที่ไม่ปิดทองจะเห็นเป็นปรอทซีดขาวจับ มีการระเบิดปริเป็นชั้นๆ แสดงถึงความเก่าเป็นร้อยปี จากการสันนิษฐานว่าพระกรุนี้คงจะสร้างราวๆ สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งพระองค์ท่านเป็นผู้บูรณะและทรงสร้างพระอุโบสถหลังใหม่คงจะมีการบรรจุพระพิมพ์ชินเงินเหล่านี้ไว้ใต้ฐานชุกชีพระประธานด้วย

ดังนั้นจึงจัดเข้าข่ายในวัตถุโบราณที่มีอายุการสร้างไม่ต่ำกว่า 180 ปี มาแล้ว ขณะนี้ยังไม่สายพอที่จะหาเก็บไว้สักการะบูชา เพราะว่าพระกรุเด่นทั้งด้านเนื้อหา ศิลปะ อายุ และราคาที่คนอย่างเราๆ ท่านๆ พอที่จะไขว่คว้ามาชมได้อย่างไม่ค่อยจะเดือดร้อนเท่าใดนัก แต่ต่อไปอนาคตภายหน้าอาจจะหากันฝุ่นตลบ

วัดเกาะในปัจจุบันมีนามเป็นทางการว่า วัด สัมพันธวงศ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กทม. มูลเหตุของการพบพระกรุนี้ ซึ่งกรุแตกออกมา ถึง 3 ครั้งเช่นเดียวกับพระกรุวัดสามปลื้ม คื

ครั้งที่ 1 ซุ้มทางเดินระหว่างพระอุโบสถกับวิหาร ได้พังลงมาทำให้พระเครื่องต่างๆ ตกกระจัดกระจายลงมาเป็นอันมากซึ่งทางวัดได้เก็บรวบรวมเอาไว้และแจกให้ผู้ต้องการไปสักการะบูชาบ้าง ส่วนหนึ่งได้นำไปบรรจุในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่

ครั้งที่ 2 ซุ้มประตูกำแพงโบสถ์วิหาร ด้านทิศตะวันตกพังทะลายลงมาปรากฏว่ามีพระเครื่องชินเงินเช่นเดียวกับที่พบในครั้งแรกตกอยู่ทั่วไป แต่ในครั้งนี้ไม่ค่อยจะมีผู้สนใจมากนัก ต่อมาได้มีกลุ่มพวกทหารเรือได้เก็บไปและทดลองยิงปรากฏว่า ลูกปืนเกิดด้านขึ้นมา จึงเกิดการแตกตื่นแห่กันมาเอาไปจนหมดสิ้น

ครั้งที่ 3 ทางวัดได้ทำการรื้อพระอุโบสถ วิหารและพระเจดีย์เพื่อทำการปฏิสังขรณ์ใหม่ จนวันที่ 15 เมษายน 2515 ทางวัดได้ทำการอัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่าขึ้นมาประดิษฐานในพระอุโบสถหลังใหม่ จึงได้พบพระเครื่องที่เป็นชินเงินล้วนๆ มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระวัดเลียบดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วมีจำนวนหลายแบบหลายพิมพ์ดังนี้

พิมพ์มารวิชัยใหญ่-เล็ก (พระพิมพ์นี้ปรมาจารย์ด้านพระเครื่องผู้หนึ่งซึ่งได้ลาลับไปแล้วยกย่องว่า ให้เป็นวัดท่ากระดานกรุงเทพฯ หรือ อีกนัยหนึ่งคือ ขุนศึกแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา คู่กับขุนศึกลุ่มแม่น้ำแม่กลอง คือ ท่ากระดานกาญจนบุรี นั่นเทียว)

พิมพ์สมาธิ พิมพ์ห้ามญาติ พิมพ์ห้ามสมุทร พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ไสยาสน์ และพิมพ์ทรงเครื่องหรือพิมพ์ธิเบต

ในการพบพระกรุนี้จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเสมอเล่ากันว่าในการพบครั้งที่ 1 ตรงกับกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 ตรงกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น ทำให้ผู้ที่มีพระเครื่องกรุนี้อยู่ในครอบครองต่างเชื่อมั่นในอภินิหารต่างๆ เช่น นำติดตัวไปในสมรภูมิชายแดนด้านจันทบุรีและการแคล้วคลาดจากภัยทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะเรื่องแคล้วคลาดนั้นถือว่าเป็นเยี่ยม

เท่าที่หลักฐานปรากฏก็คือเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2506 ซึ่งเป็นวันที่ทางวัดจัดให้มีการวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถที่กำลังสร้างใหม่จึงได้ทูลอาราธนา สมเด็จพระสังฆราชญาโณทยมหาเถระ (อยู่ ญาโนทัย) วัดสระเกศ มาเป็นประธานฝ่ายบรรพชิตและได้เชิญ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์

หลังจากเสร็จพิธีแล้ว พระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสได้มอบพระเครื่องที่ได้จากกรุจำนวน 9 องค์ 9 พิมพ์ทรง เพื่อเป็นที่ระลึก แด่ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ได้รับพระมาพิจารณาแล้วจึงได้ เล่าให้กับท่านเจ้าอาวาสฟังว่า พระเครื่องของวัดเกาะพิมพ์แบบนี้สมัยเมื่อเป็นทหารสมัยสงครามอินโดจีนได้มาเข้าแถวรับจากทางวัดเมื่อนำไปใช้นับว่ามีอภินิหารในทางแคล้วคลาดคุ้มครองดีนักแม้เข้าที่คับขันก็สามารถฟันฝ่าอันตรายหนีกระสุนปืนกลับมาได้

ถึงอย่างไรก็ตามพระกรุวัดเกาะก็จัดว่าเป็นพระของดีราคาถูกที่บรรดาเซียนมองข้ามไป จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราๆ ท่านๆ ประเภทเบี้ยน้อย หอยไม่น้อยจะได้เช่าเก็บไม่ยาก เพราะว่าในปัจจุบันยังมีให้เลือกหาอยู่ตามสนามทั่วๆ ไป ไม่แน่นักนะครับ หากข้อเขียนนี้ตีพิมพ์ออกไป อาจจะมีของ เก๊เกลื่อนตา ของแท้ถูกผู้รู้เก็บเข้ารังเสียหมดแล้วก็ได้ใครจะไปรู้ใช่ไหมเพ่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความหวังดีของนักนิยมสะสมคนหนึ่งที่หวังอยากเห็นความเจริญความก้าวหน้าและความถูกต้องของวงการพระเครื่องในยุคปัจจุบัน ที่หลายฝ่ายต่างมุ่งมั่นทีจะให้เป็นบรรทัดฐานเพื่อจรรโลงให้เป็นมรดกชาติสืบไปในอนาคต ข้อเขียนนี้เป็นการติเพื่อก่อล่อเพื่ออยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เชื่อโปรดดูภาพเปรียบเทียบของพระทั้ง 2 วัด ที่นำเสนอไว้ แต่ละพิมพ์ มิได้เหมือนกันทุกประการอย่างที่เข้าใจกันเพียงแต่คล้ายๆ กันเท่านั้นเอง เรายังมีเรื่องทำนองนี้ที่จะนำมาเสนออีกต่อไปอีกหลายเรื่อง ว่างๆ จะเก็บมาเล่าให้ฟัง เอ๊ย เขียนให้อ่านอีกในตอนต่อๆ ไป

ทั้งพระวัดเลียบและวัดเกาะได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้าย คงจะมิต้องบรรยายสรรพคุณอะไรต่างๆ อีกต่อไป สมญานามที่นักนิยมสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าที่มอบให้แก่พระกรุทั้ง 2 กรุนี้คือ พระรอดเมืองใต้ และ ท่ากระดานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คงมิได้ตั้งเล่นโก้ๆ ถ้าไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ประจักษ์ตามหลักฐานที่ปรากฏดังเช่นระเบิดที่ทิ้งลงมาทางอากาศ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกสิ่งพินาศราบเลียบเป็นหน้ากลอง เหลือแต่พระประธานที่มีชื่อเรียกว่า พระเทพนิมิต ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 4 ศอก เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่พังหรือชำรุดเสียหายแต่อย่างใด ลองนึกดูเอาเองก็แล้วกันว่าศักดิ์สิทธ์ขนาดไหน ส่วนพระวัดเกาะก็เหมือนกัน ถ้าพุทธคุณไม่เด่นดังหรือไม่แน่จริง ผู้นำประเทศในยุคที่ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองแต่ผู้เดียว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านคงจะไม่เอ่ยปากบอกเล่ากับท่านเจ้าอาวาสและได้มีนักเขียนสารคดีพระเครื่องนำไปตีพิมพ์ใน นสพ.รายวันในยุคกระโน้นมาแล้ว ขอให้ทุกท่านที่หวังจะเก็บสะสมพระเครื่องทั้ง 2 กรุจงโชคดีมีอย่าได้มีของเก๊มาแผ้วพานของแท้นั้นเป็นพระชินเงิน มีรอยระเบิด ปริ ประทุเช่นเดียวกันกับพระกรุเก่าที่เป็นชินเงินทั้งหลายแหล่

นอกจากนั้น ณ วัดเกาะ(วัดสัมพันธวงศ์) แห่งนี้ ยังมียอดพระเกจิอาจารย์ที่น่าศรัทธาในจริยวัตรและเพียบพร้อมไปด้วยพุทธคุณอุดมไปด้วยบริสุทธิ์ศีล จนคุณแม่อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติมถวายตัวเป็นศิษย์และร่วมสร้าง พระพุทธโธน้อย ซึ่งดังกระหึ่มทั่ววงการเป็นที่โจทย์ขานกันเมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้วจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าพระคุณพระมหารัชมังคลาจารย์ ยอดพระคณาจารย์ที่อยู่ในหัวใจของชาวระยององค์หนึ่ง คงไม่นานเกินรอที่เราจำนำเสนอเพื่อผ่าวงการต่อไป อย่าพึ่งทอดทิ้งไปก่อนก็แล้วกัน สวัสดี


[ พระบูชา ][ พระกรุ] [ พระเกจิฯ ] [ เหรียญ ] [ เครื่องราง ] [ พระแท้แปลกตา ] [ พระใหม่มาแรง ]
[ ไฮไลทฺ์ ] [ สรรพสาระ ] [ วิเคราะห์สถานการณ์ ]
[ Amulet Gallery ] [ เวบบอร์ด ]

กลับไปหน้าแรก


Copyright(c) 2002 by saranugrompra.com
presented by saranugrompra@yahoo.com